แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท้องร่อง ชายทุ่ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท้องร่อง ชายทุ่ง แสดงบทความทั้งหมด
0

การเพาะผักหวานป่าโดยใช้รากฝอย

Posted by Gang of 4wd on 07:36 in
ผักหวานป่า(1)การเพาะโดยใช้รากฝอยเลือกรากแข็ง แรงตัดยาว30ซม.ทาปูนกินหมาก
       ผักหวานป่า(2)หัว/ท้ายแผลที่ตัดนำด้านท้ายปักลงถุงเพาะลึก25ซม.ดูแล ตามปกติ
       

นอก จากคุณสุพรรณจะมีความเชี่ยวชาญเรื่องไผ่แล้ว ยังมีภูมิปัญญาชาวบ้านเรื่อง การเพาะขยายพันธุ์ผักหวานป่าด้วย โดยได้เล่าถึงอดีตว่าได้เคยไปศึกษาข้อมูล เรื่องการเกษตร ที่จังหวัดชัยนาท และได้เจอกับปราชญ์ชาวบ้านท่านหนึ่งซึ่ง ได้ให้ความรู้เรื่องการเพาะผักหวานป่าโดยใช้รากฝอย  คุณสุพรรณจึงได้บอกถึง วิธีการเพาะพันธุ์ผักหวานป่าแบบภูมิปัญญาชาวบ้านมาเผยแพร่กันด้วยครับ



วิธีการเพาะผักหวานป่าโดยใช้รากฝอย
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การเพาะเห็ดฟางจากขี้เลื่อยก้อนเชื้อเห็ดเก่า

Posted by Gang of 4wd on 17:10 in
เห็ดฟาง(1)ด.ต.สมพงษ์ ดีอาสา เกษตรกรผู้เพาะเห็ด จ.นครนายยก ได้แนะนำ
เห็ดฟาง(2)วิธีการเพาะจากขี้เลื่อยก้อนเชื้อเห็ดเก่าศึกษาการทำโทร*1677กด2


การ เพาะเห็ดฟางจากขี้เลื่อยก้อนเชื้อเห็ดเก่า ถือว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ สามารถลดต้นทุนในการเพาะเห็ดฟางได้เป็นอย่างดี จากการที่เกษตรกร ผู้เพาะ เห็ดหลายท่าน ที่ทำการเพาะเห็ดจากขี้เลื่อยหลังจากที่ทำการเก็บเกี่ยวผล ผลิตเรียบร้อยแล้ว หลายท่าน อยากจะนำก้อนเห็ดเก่า ไปใช้ประโยชน์ ต่อ ซึ่งบางท่าน อาจจะนำไปเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพ หรือบางท่าน อาจจะนำไปทำ อย่างอื่น แต่ในส่วนของด.ต.สมพงษ์ ดีอาสา เกษตรกรผู้โดดเด่นในด้านการ เพาะเห็ดฟาง จังหวัดนครนายก นั้น ได้นำก้อนเชื้อเห็ดเก่าไปใช้ประโยชน์ โดยการนำไปทำการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า เพื่อเป็นการลดต้นทุน และนำสิ่งที่มี อยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยวิธีการและรายละเอียดดังนี้


วัสดุอุปกรณ์

1. เชื้อเห็ดฟาง

2. อาหารเสริมเห็ดฟางสำเร็จรูป

3. แป้งข้าวสาลี

4. ขี้เลื่อยจากก้อนเชื้อเห็ดเก่า

5. ตะกร้า รูขนาด 1 นิ้ว

6. ผ้ายาง

ขั้นตอนการเพาะ

1.นำขี้เลื่อยจากก้อนเชื้อเห็ดเก่ามาขยี้ให้ละเอียด เสร็จแล้วนำมาใส่ในตะกร้าพลาสติกให้สูงประมาณ 2-3 นิ้ว ใช้มือหรือไม้กดให้แน่น

2.นำอาหารเสริมโรยชิดด้านในของตะกร้าเป็นวงกลม กว้างประมาณ 1 ฝ่ามือ ซึ่งใช้ประมาณ 1 ลิตรต่อชั้น

3.นำเชื้อเห็ดฟางออกจากถุง นำไปคลุกกับแป้งข้าวสาลีพอติดผิวนอก เพื่อเป็นอาหารเสริมระยะแรก เพื่อช่วยกระตุ้นให้เชื้อเห็ดเจริญได้ดี แล้วโรยทับอาหารเสริมอีกชั้นหนึ่ง ทำเป็นชั้นๆ ลักษณะนี้จนเต็มตะกร้าพลาสติก รดน้ำให้ชุ่ม(หากก้อนเชื้อเห็ดที่นำมาเพาะยังชุ่มอยู่ก็ไม่ต้องรดน้ำ )

4.ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมสำหรับการเกิดดอกเห็ด โดยการปิดโรงเรือนให้มิดชิด เช่น ด้านล่างควรใช้ อิฐทับผ้าพลาสติกไว้เพื่อป้องกันพลาสติกเปิดออกภายในโรงเรือนควรติด เทอร์โมมิเตอร์ สำหรับวัดอุณหภูมิ ในช่วงวันที่ 1 ถึง 4 วันแรก ต้องควบคุมอุณหภูมิในกระโจมหรือในโรงเรือนให้อยู่ในระดับ 37-40 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูง เกินไปให้เปิดช่องระบายอากาศด้านบนของโรงเรือนออกโดยใช้วัสดุพรางแสงคลุม หรือรดน้ำรอบๆ
โรงเรือน เมื่อครบกำหนด 4 วันแล้ว ให้เปิดผ้าพลาสติก หรือประตูโรงเรือนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศ (ออกซิเจน) เพื่อให้เส้นใยเห็ดฟางสร้างจุดกำเนิดออก ถ้าวัสดุแห้งเกินไปให้รดน้ำหรือที่เรียกว่าการตัดใยเห็ด ในระหว่าง วันที่ 5-8 ต้องควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้อยู่ระหว่าง 28-32 องศาเซลเซียสซึ่งในช่วงนี้จะมีการรวมตัวของเส้นใยเป็นดอกเล็กๆ จำนวนมาก เมื่ออายุได้ 9-12 วัน ก็เก็บดอกเห็ดได้

****ผลผลิตการเพาะเห็ดในตะกร้า 0.5 - 1 กิโลกรัม/ตะกร้า

ขอบคุณข้อมูลจาก : ด.ต.สมพงษ์ ดีอาสา เกษตรกรผู้โดดเด่นในด้านการเพาะเห็ดฟาง จังหวัดนครนายก


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี(IDF4190)

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การปลูกกล้วยเพื่อเพิ่มผลผลิตและประหยัดพื้นที่

Posted by Gang of 4wd on 08:05 in
กล้วย(1)การปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตและประหยัดพื้นที่ 1ไร่ ปลูกได้1,600ต้น
กล้วย(2)จากคุณบุญส่ง อังคาสัย เกษตรกร จ.สระบุรี วิธีการทำโทร*1677กด2

เกษตรกร หลาย ๆ ท่านที่ได้ทำการปลูกกล้วยน้ำว้า ส่วนใหญ่จะปลูกกล้วย ได้ 400 ต้น ในพื้นที่จำนวน 1 ไร่ แต่ในส่วนของคุณบุญส่ง อังคา สัย เกษตรกรผู้ทำสวนผสมผสานในพื้นที่จังหวัดสระบุรี นั้น สามารถปลูก กล้วยได้ถึง 1,600 ต้น ในพื้นที่ 1 ไร่ เท่ากับเกษตรกรรายอื่น ๆ โดยคุณ บุญส่งบอกว่า ในการปลูกกล้วยแบบนี้ จะช่วย เพิ่มผลผลิตได้เป็นอย่าง ดี และที่สำคัญ เป็นการประหยัดพื้นที่ได้ดีอีกด้วย โดยจะปลูกตามวิธีการ และรายละเอียดดังนี้



เทคนิคการปลูกกล้วยเพื่อเพิ่มผลผลิตและประหยัดพื้นที่

1.ทำการปรับและเตรียมพื้นที่ที่จะทำการปลูกกล้วย

2.นำหน่อกล้วยพันธุ์ที่ต้องการ มาปลูกโดยปลูกให้มีระยะห่าง 1 * 1 เมตร ซึ่งในพื้นที่ 1 ไร่ จะสามารถปลูกได้ประมาณ 1,600 ต้น (ปรกติแล้ว พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกกล้วยได้แค่ 400 ต้นเท่านั้น)

3.หลังจากปลูกไปซักระยะหนึ่ง กล้วยก็จะแตกหน่อขึ้นมา ให้ทำการตัดแต่งหน่อ โดยให้เว้นหน่อไว้ 3 หน่อ ต่อต้น (เพื่อป้องกันลมกระโชก)

4.และเมื่อกล้วยเริ่มออกปลี ให้ทำการตัดแต่งใบกล้วย โดยให้เว้นใบกล้วยรวมใบยอด ไว้ประมาณ 3 ใบ ต่อต้น (เพื่ออาหารของกล้วยจะได้ไปเลี้ยงผลได้อย่างเต็มที่) โดยใบกล้วยที่เหลือ จะเก็บไว้เพื่อสังเคราะห์แสง และก็สามารถนำใบกล้วยที่ตัดได้ไปขาย เพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

*** การปลูกกล้วย ในระยะ 1*1 เมตร จะช่วยให้ประหยัดเนื้อที่ในการปลูก ช่วยให้มีผลผลิต ขายได้อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญ จะช่วยป้องกันวัชพืชได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพราะถ้าปลูกกล้วยในระยะ ชิด ๆ อย่างนี้ ใบของกล้วย จะให้ร่มเงา และควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืชได้เป็นอย่างดีทั้งนี้วิธีการดังกล่าวไม่ มีผลกระทบต่อขนาดและคุณภาพของกล้วย



ขอบคุณข้อมูลจาก : คุณบุญส่ง อังคาลัย เกษตรกรผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการทำเกษตรผสมผสานและการคิดค้นสูตรและ วิธีการต่าง ๆ ในการทำเกษตร จังหวัดสระบุรี


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี (IDF4195)
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำปุ๋ยหมักบำรุงดินในผัก และผลไม้

Posted by Gang of 4wd on 18:24 in
ปุ๋ย(1)ปรับสภาพดินขุยมะพร้าว40กก.ขี้วัว/ขี้ไก่อย่างละ15กก.ขี้แพะ/ขี้หมู
ปุ๋ย(2)แกลบดำอย่างละ10กก.ยูเรีย1กก.น้ำหมักหอยเชอรี่2ลิตรหมัก1เดือนใช้ได้



คุณ.พิญ บุญ ชัย อายุ 61 ปี อยู่บ้านเลขที่ 76 ม.6 ต.การะเกด อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรี ธรรมราชได้ดำรงตำแหน่ง หมอดินอาสาประจำตำบล การะเกด มาตั้งแต่ ปี 2538 และ ได้ประกอบ อาชีพ ทำการเกษตรผสมผสาน ใน พื้นที่ 10 ไร่ 3 งาน และได้หยุดทำ ไป 2 ปีเนื่องจากภรรยาไม่สบายจึงต้องดูแลภรรยา แต่ก็ป่วยรักษาไม่หายและเสีย ชีวิตลงไป แต่คุณ.พิญก็ไม่ท้อ คุณ.พิญ จึงได้กลับมาทำการเกษตรอีกครั้งโดยใน เริ่มแรกก็ฟื้นฟูสภาพดินให้อุดมสมบูรณ์ให้มีธาตุอาหารเพิ่มขึ้นก่อนที่จะ ปลูกพืชผักลงไปและได้คิดค้นปุ๋ยหมัก ช่วยปรับสภาพดินให้ดินมีความอุดม สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และในพื้นที่ทั้งหมด 10 ไร่กว่านั้น คุณ. พิญ ก็แบ่ง ออกดังนี้
-ใช้เลี้ยงปลาสลิด 3 บ่อ ในพื้นที่ 3 ไร่
-ใช้ปลูกพืช ผัก เช่น มะพร้าวน้ำหอม /กล้วยหอมทอง /กะท้อนฝ้าย/พริก /ผักบุ้ง ในพื้นที่ 7 ไร่
และในกระบวนปลูกพืชผักต่างๆนั้นคุณลุงก็ได้ทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ในการเกษตรไว้ใช้เองเพื่อบำรุงดินให้แก่พืชผักผลไม้มีสูตรดังนี้


วัสดุที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก มีดังนี้

1.ขุยมะพร้าว 40 กิโลกรัม

2.ขี้วัว 15 กิโลกรัม

3.ขี้ไก่ 15 กิโลกรัม

4.ขี้หมู 10 กิโลกรัม

5.ขี้แพะ 10 กิโลกรัม

6.แกลบดำ 10 กิโลกรัม

7.ปุ๋ยยูเรีย 1 กิโลกรัม

8. * น้ำหมักหอยเชอรี่ 2 ลิตร
*วิธีการทำน้ำหมักหอยเชอรี่ *มีดังนี้ค่ะ
1.หอยเชอรี่
2.กากน้ำตาล
3.สารเร่ง พด.2 (1 ซอง)
นำส่วนผสมทั้งหมดมาทำการ หมักไว้1เดือนก็นำใช้งานได้ค่ะ

วิธีการทำ นำมาผสมตั้งแต่ข้อ 1-8 มาผสมให้เข้ากัน และหมักไว้ 1 เดือน แล้วนำมาใช้เป็นปุ๋ยหมักได้

ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก
1.ช่วยปรับสภาพดินให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น
2.ช่วยให้ผักและผลไม้มีการเจริญเติบโตดีขึ้น

วิธีการใช้
-นำไปใส่ใน พืชผัก ได้ทุกชนิด ในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากไม่น้อยเกินไป
-ในไม้ผล ควรใส่ โดยโรยรอบโคนให้เป็นทรงพุ่มสักประมาณ 2 หน้าจอบ และใช้ดินเก่ากลบ ในอัตราส่วนพอประมาณ ประโยชน์ ใช้แทนปุ๋ย รองก้นหลุมก่อนปลูกไม้ผล ช่วยเร่งการเจริญเติบโตและ ลดต้นทุนเรื่องปุ๋ยได้


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครศรีธรรมราช (IDF4120)

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การประยุกต์ใช้ก้านกล้วยแห้งทำค้างถั่วฝักยาว

ถั่วฝักยาว1)การประยุกต์ใช้ก้านกล้วยแห้งทำเป็นค้างถั่วแทนการใช้ไม้ไผ่
ถั่วฝักยาว2)ช่วยประหยัดต้นทุน และก้านกล้วยจะอุ้มน้ำไม่ต้องลดน้ำบ่อย
ถั่ว ฝักยาวเป็นพืชที่ต้องอาศัยค้างเพื่อเกาะพยุงลำต้นให้เจริญเติบโต โดยทั่วไป เกษตรกรจะต้องมีการทำค้างเพื่อให้ถั่วมีหลักยึดในการพันเถาขึ้นไป ส่วนไม้ ที่ใช้สำหรับทำไม้ค้างนั้นใช้ไม้ไผ่ หรือไม้อื่น ๆ ที่หาได้ง่ายในท้อง ถิ่น โดยความยาวของไม้มีความยาวประมาณ 2.5-3 เมตร หรืออาจจะสร้างโครงเสา แล้วใช้ลวดขึงด้านบน และใช้เชือกห้อยลงมายังลำต้นให้ถั่วฝักยาวเลื้อยขึ้น นั่นเอง ซึ่งการใช้วัสดุดังกล่าวทั้งไม้หรือเชือกเป็นค้างทำให้ต้นทุนของ เกษตรกรผู้ปลูกถั่วฝักยาวสูงขึ้นแต่สำหรับคุณลุงบุญลือ เต้าแก้ว เกษตรกร ท่านนี้มีแนวความคิดที่แปลก และไม่เหมือนใคร นั้นก็คือการนำเอา “ก้าน ใบตองแห้ง” มาทำเป็นเถาเพื่อให้ถั่วฝักยาวพันธุ์ยอดขึ้นไปเพื่อเป็นที่ ยึด โดยวิธีการดังนี้

การประยุกต์ใช้ก้านกล้วยแห้งทำค้างถั่วฝักยาว

1.การทำค้างสำหรับถั่วฝักยาวต้องต้องเริ่มทำในบริเวณแปลงถั่วฝักยาว ระยะเวลาการใส่ค้างถั่วฝักยาวนั้นจะเริ่มใส่หลังจากเมล็ดงอกแล้ว 15-20 วัน

2.โดยใช้ลำไม้ไผ่ทำเป็นโครงให้มีลักษณะ คือ ไม้ไผ่ 3 ลำ ความยาวตามความต้องการ โดยไม้ไผ่สองลำจะยึดเป็นเสาหลักและพาดด้วยไม้ไผ่อีกลำเพื่อเป็นโครงคล้ายราว ตากผ้า (ดังภาพ)

3. นำก้านใบตองแห้งที่ได้เลือกไว้ ฉีกใบตองที่แห้งออกให้หมดเหลือแต่ก้าน นำปลายก้านที่อ่อนมามัดไว้ที่ลำไม้ไผ่ด้านบนให้แน่นเพื่อเป็นค้างแบบ ธรรมชาติ โดยระยะห่างของก้านกล้วยที่นำมาทำค้างให้เหมาะสมกับหลุมปลูกของถั่วฝักยาว เสร็จแล้วจับเถาถั่วฝักยาวให้พันเลื้อยขึ้นค้างในลักษณะ ทวนเข็มนาฬิกา และมัดเถาถั่วฝักยาวด้วยใบกล้วยแห้งให้ยึดติดกับก้านกล้วย

โดยคุณลุงบุญลือ กล่าวว่า การที่นำเอา “ก้านใบตองแห้ง” ที่เอาใบตองออกไปหมดแล้วมาเป็นเถาให้ถั่วยึดนั้นก็เหมือนกับการให้พืชนั้น อาศัยธรรมชาติซึ่งกันและกัน อีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นการลดต้นทุนในการหาซื้อไม้ไผ่หรือเชือกที่มีราคาค่อนข้างสูง แต่หันมาใช้สิ่งรอบตัวให้เป็นประโยชน์ และการที่ใช้ก้านใบตองแห้งนั้นสังเกตว่ามือของถั่วที่พันขึ้นไปจะพัน ง่ายกว่า ไม่หลุดออกจากเถา และก้านใบตองจะมีน้ำมีความชื้นไม่แห้งจนเกินไป ทำให้ไม่ต้องรดน้ำบ่อยและดูแลง่าย เป็นการปลูกผักแบบไร้สารพิษได้ 100 % ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ได้ทุกบ้านทุกครัวเรือน รวมทั้ง ยังสามารถดัดแปลงไปใช้ทำค้างให้กับพืชที่มีลักษณะเถาเลื้อยอื่น ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นถั่วพลูหรือบวบ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คุณลุงบุญลือ เต้าแก้ว เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดปี 2552


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี (IDF4276)
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ฝนหลวง



“...แต่มาเงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆอย่างนี้ ทำไมจะดึงเมฆนี้ให้ลงมาได้ ก็เคยได้ยินเรื่องการทำฝน ก็มาปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทำได้มีหนังสือ เคยอ่านหนังสือทำได้...”

โครงการฝนหลวง

เกิดขึ้นจากพระราชดำริส่วนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ.2495 เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อน ความทุกข์ยากของราษฎรและเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค และการเกษตรอันเนื่องมาจากภาวะภัยแล้ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากความผันแปรและคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ กล่าวคือ ฤดูฝนเริ่มต้นล่าช้าเกินไป หรือหมดเร็วกว่าปรกติหรือฝนทิ้งช่วงยาวในช่วงฤดูฝน รวมทั้งการตัดไม้ทำลายป่า

ทรงสังเกตเห็นว่ามีเมฆปริมาณมากปกคลุมท้องฟ้า แต่ไม่สามารถก่อรวมตัวกันจนเกิดเป็นฝนได้ จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง” ให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดำเนินการ ซึ่งต่อมาได้เกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลองปฏิบัติการฝนเทียม หรือฝนหลวงขึ้น ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 โดยทดลองหยอดก้อนน้ำแข็งแห้ง (dry ice หรือ solid carbondioxide) ขนาดไม่เกิน 1 ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลองในขณะนั้น ทำให้กลุ่มเมฆทดลองเหล่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ของเมฆอย่างเห็นได้ชัดเจน เกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่นและก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่และจากการ ติดตามผลโดยการสำรวจทางภาคพื้นดิน ก็ได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจาจากกราษฎรว่า เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด นับเป็นนิมิตหมายบ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคบเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
ด้วยความสำเร็จของโครงการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกา ก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้น ในปี พ.ศ. 2518 ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริ “ ฝนหลวง” ต่อไป



ขั้นตอนการทำฝนหลวงจากเมฆอุ่น

จากการที่ทรงติดตามผลการทดลอง ควบคู่กับปฏิบัติการและทรงวิเคราะห์วิจัยติดตามปฏิบัติการทดลองอย่างใกล้ชิด รวมทั้งสนพระทัยศึกษาจากเอกสารวิชาการจึงทรงสามารถพัฒนากรรมวิธี “การทำฝนจากเมฆอุ่น” ที่ทรงสรุปขั้นตอนกรรมวิธี ในปี พ.ศ. 2516 แล้วพระราชทานให้ไปเป็นหลักในการปฏิบัติการสืบเนื่องมา
โดยมี 3 ขั้นตอน คือ


ขั้นตอนที่ 1 ก่อกวน

เป็นการดัดแปรสภาพอากาศขณะนั้นเพื่อเร่งหรือเสริมการเกิดและก่อรวมตัวของ เมฆด้วยการก่อกวนสมดุล (Equilibrium) หรือเสถียรภาพ (Stability) ของมวลอากาศเป็นแห่งๆ โดยการโปรยสารเคมีประเภทดูดความชื้นแล้วทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ในท้องฟ้าที่ระดับใกล้เคียงกับระดับกลั่นตัวเนื่องจาก การไหลพาความร้อนในแนวตั้ง (Exothermic chemicals) ซึ่งเป็นระดับฐานเมฆของแต่ละวัน และโปรยสารเคมี ประเภทที่เมื่อดูดซับความชื้นแล้วทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง (Endothermic, chemicals) ที่ระดับสูงกว่าระดับฐานเมฆ 2,000-3,000 ฟุต ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เกิดเมฆเร็วขึ้นและปริมาณมากกว่าที่เกิดตามธรรมชาติ โดยเริ่มก่อกวนในช่วงเวลาเช้าทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมาย หวังผลที่วางแผนกำหนดไว้ในแต่ละวัน

ขั้นตอนที่ 2 เลี้ยงให้อ้วน

เป็นการดัดแปรสภาพอากาศและเมฆขณะนั้น เพื่อเร่งหรือเสริมการก่อตัวของเมฆให้ขนาดใหญ่หนาแน่น และมีปริมาณหยดน้ำมากยิ่งขึ้น ด้วยการกระตุ้นหรือเร่งการเจริญเติบโตของก้อนเมฆ ที่ก่อตัวด้วยการโปรยสารเคมีประเภทที่เมื่อดูดซับความชื้น แล้วทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงที่ระดับฐานเมฆหรือทับยอดเมฆ หรือระหว่างฐานและยอดเมฆ โดยบินโปรยสารเคมีเข้าสู่ก้อนเมฆโดยตรง หรือโปรยรอบๆ และระหว่างช่องว่างของก้อนเมฆทางด้านเหนือลมให้กระแสลมพัดพาสารเคมีเข้าสู่ ก้อนเมฆ

ขั้นตอนที่ 3 โจมตี

เป็นการดัดแปรสภาพอากาศในก้อนเมฆ ที่รวมหนาแน่นแล้วโดยตรงหรือบริเวณใต้ฐานเมฆ หรือบริเวณที่ต้องการชักนำเมฆฝนที่ตกอยู่แล้วเคลื่อนเข้าสู่เป็นการบังคับ หรือเหนี่ยวนำให้เมฆที่แก่ตัวจัด แล้วตกเป็นฝนลงสู่พื้นที่เป้าหมายหวังผลที่วางแผนกำหนดไว้ โดยบินโปรยสารเคมีประเภทที่ทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงเข้าไปในเมฆโดยตรงที่ฐานเมฆ หรือยอดเมฆหรือที่ระดับระหว่างฐานเมฆและยอดเมฆชิดขอบเมฆทางด้านเหนือลมหรือ ใช้เครื่องบิน 2 เครื่องโปรยพร้อมกันแบบแซนด์วิช ( Sandwich)
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การใช้ปูนขาวป้องกันโรคแคงเกอร์ในมะนาว

Posted by Gang of 4wd on 18:24 in
มะนาว(1)แก้ปัญหาโรคแคงเกอร์นำปูนขาว3ช้อนโต๊ะ+น้ำ20ลิตรทิ้งไว้จนตกตะกอน
มะนาว(2)นำน้ำปูนที่ได้ฉีดพ่นต้นมะนาวให้ชุ่มทั้งต้น เดือนละ 1 ครั้ง

การ ปลูกมะนาวในปัจจุบันถือว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่าง มาก อย่างเช่นการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ซึ่งเกษตรกรสามารถบังคับให้มะนาวออก ผลผลิตนอกฤดูกาลได้ แต่ปัญหาเรื่องโรคในการปลูกมะนาวที่เกษตรกรประสบกันอยู่ ก็คือโรคแคงเกอร์ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าทำลายใบและผล ทำ ให้ผลผลิตลดน้อยลงและขายได้ในราคาที่ไม่ดี



จากการที่เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่พบกับ คุณลุงประเสริฐ ศรีกุล เกษตรกรที่ปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ อยู่ในพื้นที่ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช และที่สำคัญที่บ้านของคุณลุงประเสริฐยังเป็นจุดเรียนรู้ทางด้านการเกษตร การปลูกมะนาวอินทรีย์ในท่อซีเมนต์ เครือข่ายของสำนักงานเกษตร อ.พระพรหม ซึ่งคุณลุงประเสริฐ ได้แนะนำถึงวิธีการแก้ปัญหาโรคแคงเกอร์ ให้กับทางเจ้าหน้าที่ได้ทราบ โดยมีรายละเอียดดังนี้

การแก้ปัญหาโรคแคงเกอร์ด้วยปูนขาว
- ให้เรานำปูนขาว 3 ช้อนโต๊ะ ,น้ำ 20 ลิตร นำมาผสมให้เข้ากันตั้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วให้ตักน้ำปูนขาวที่ได้นำไปฉีดพ่นที่ต้นมะนาวให้ชุ่มทั้งต้น แค่นี้ก็สามารถแก้ปัญหาโรคแคงเกอร์ได้แล้ว ระยะเวลาในการฉีดพ่นประมาณเดือนละครั้งก็สามารถป้องกันและกำจัดโรคแคงเกอร์ ในมะนาวได้ เป็นการลดค่าใช้จ่ายและลดในเรื่องการใช้สารเคมี ปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภคด้วย


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครศรีธรรมราช (IDF 3653)



อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำน้ำหมักไล่แมลงในสวนผลไม้

Posted by Gang of 4wd on 17:48 in
น้ำหมัก(1)สูตรสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลงในสวนผลไม้ด้วยส่วนผสมของกลอย สะเดา
น้ำหมัก(2)ตะไคร้หอม บอระเพ็ด พริก และกระเพรา วิธีการทำโทร*1677 กด 2 ค่ะ

เกษตรกร หลายๆ ท่าน มักประสบปัญหาเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืชโดยเฉพาะในสวนผลไม้ ทั้งภาค ใต้และภาคอื่นๆ ที่มีพื้นที่เหมาะสำหรับการทำสวนผลไม้ กอรปกับพื้นที่ในสวน ของเกษตรสวนใหญ่มีการปลูกพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพร คุณบุญ ป่านเทพ หมอดิน อาสาแห่งบ้านทรัพย์สมบูรณ์ จึงได้นำเอาสมุนไพรที่มีอยู่ มาทำน้ำหมักสำหรับ ไล่แมลงศัตรูพืชในสวนผลไม้ โดยมีส่วนผสมและวิธีการดังนี้



วัสดุอุปกรณ์


•ตะไคร้หอม(ทั้งต้นและใบ) 1 กก.

•กลอย 5 กก.

•สะเดา 1 กก.

•บอระเพ็ด 1 กก.

•พริก 1 กก.

•กะเพรา 1 กก.

•กากน้ำตาล 2 ลิตร

•สารเร่งพด.7 1 ซอง

•น้ำเปล่า

วิธีการทำ
•นำพืชสมุนไพรทั้งหมดมาล้างทำความสะอาด จากนั้นสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ
•ละลายสารเร่ง พด.7 และน้ำ 5 ลิตร ลงในถัง คนให้เข้ากันนาน 5 นาที
•นำกากน้ำตาลและสมุนไพรที่สับไว้ข้างต้นใส่ลงในถังหมัก จากนั้นให้เติมน้ำสะอาดให้ท่วมพืชสมุนไพร
•แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง
•ปิดฝาไม่ต้องสนิท นำถังหมักน้ำสมุนไพรไปวางไว้ในที่ร่ม ทำการคนประมาณ 7 วัน/ครั้ง
•ทำการหมักไว้ประมาณ 45 วัน ก็สามารถนำน้ำหมักสมุนไพรไปฉีดไล่แมลงได้

อัตราและวิธีการใช้
นำน้ำหมักสมุนไพรที่ได้มาทำการกรองเอาแต่น้ำ แล้วนำไปผสมกับน้ำสะอาดในอัตรา 20 cc.ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในสวนผลไม้ทุกๆ 7 วัน จะสามารถป้องกันและกำจัดหนอนและเพลี้ยในสวนผลไม้ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : นายบุญ ป่านเทพ บ้านทรัพย์สมบูรณ์ ม.7 ต.ทรัพย์อนันต์ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชุมพร (IDF4258)

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

น้ำหมักฮอร์โมนจากตีนเห็ด

Posted by Gang of 4wd on 17:53 in
เห็ด(1)ฮอร์โมนเร่งให้ออกดอกเร็ว ตีนเห็ด/เศษเห็ด1กก. กากน้ำตาล1ลิตร พด.1
เห็ด(2)1ซอง อีเอ็ม1ลิตร น้ำ20ลิตร หมักในถังปิดฝา15วัน ใช้ฉีดพ่นได้เลย

เกษตร ผู้เพาะเห็ดก็มักจะประสบกับปัญหาการเพาะเห็ดหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นแมลงที่ เข้ามารบกวน และอีกปัญหาหนึ่งคือเห็ดออกดอกช้าดอกเห็ดมีขนาดเล็กมีน้ำหนัก ไม่ค่อยดี ทำให้เกษตรขายไม่ค่อยได้ราคา คุณเจนจิรา จึงได้เปิดเผยน้ำหมัก ฮอร์โมน ที่ผลิตจากตีนเห็ดที่เราตัดแต่งเห็ดก่อนนำไปจำหน่ายซึ่งในแต่ละ ครั้งจะมีเศษตีนเห็ดและเห็ดที่ไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้เนื่องจากดอกเล็กเกิน ไปไม่สวยบ้างจำนวนมากนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตฮอร์โมนจากตีนเห็ดในครั้งนี้


วัสดุ และอุปกรณ์

1. ตีนเห็ดและเศษเห็ด 3 กิโลกรัม

2. กากน้ำตาล 1 ลิตร

3. EM 1 ลิตร

4. พด.1 1 ซอง

5. น้ำสะอาด 20 ลิตร

6. ถังหมักพลาสติกที่มีฝาปิด 1 ถัง


วิธีการ : นำส่วนผสมทั้งหมดนี้นำมาผสมกันในถังหมักพลาสติกที่มีฝาปิดแล้วทำการหมักไว้ 15 วัน คนทุก เช้า-เย็น ทุกวัน ก็สามารถนำมาฉีดพ่นเพื่อใช้บำรุงดอกเห็ดได้เลยโดยไม่ต้องผสมน้ำเพิ่มจะช่วย บำรุงก้อนเชื้อเห็ดทำให้เห็ดออกดอกได้เร็ว ดอกเห็ดมีขนาดใหญ่น้ำหนักดีและสามารถช่วยทำให้เห็ดออกดอกได้หลายรุ่นเพิ่ม ขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คุณเจนจิรา ถิ่นทุมทอง 133 หมู่ 17 บ.สันโค้งใหม่ ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย (IDF4234)


อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ผักกูดผักพื้นบ้าน อร่อยมากคุณค่า

Posted by Gang of 4wd on 18:51 in
ผักกูด(1)ผักพื้นบ้านหากินง่าย ราคาไม่แพง สรรพคุณทางยา ใบแก้ไข้ตัวร้อน
ผักกูด(2)แก้พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน

ผักกูด จัดเป็นพืชผักพื้นบ้าน ในจังหวัดเชียงใหม่รู้จักในชื่อผักกูดขาว ภาคกลางเรียกผักกูด


ผักกูดเป็นไม้จำพวกเฟิร์น เป็นเหง้าตั้งตรง สูงมากกว่า 1 เมตร มีเกล็ดสีน้ำตาลเข้มขอบดำ ขอบเกล็ดหยักซี่ฟัน ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น แผ่นใบมีขนาดต่างกัน มักยาวกว่า 1 เมตร ก้านใบยาว 70 ซ.ม. กลุ่มใบย่อยคู่ล่างมักลดขนาด ปลายเรียวแหลมโคนรูปกึ่งหัวใจหรือรูปติ่งหู ขอบหยักเว้าลึกเป็นแฉกเกือบกึ่งเส้นกลาง ใบย่อย แฉกปลายมน ขอบหยักซี่ฟันแผ่นใบบาง กลุ่มอับสปอร์อยู่ตามความยาวของเส้นใบย่อย มักเชื่อมกับกลุ่มอับสปอร์ที่อยู่ในแฉกติดกันซึ่งมีเส้นใบมาสานกัน ขยายพันธุ์ด้วยสปอร์และเหง้า ขยายพันธุ์ในฤดูฝน


ขึ้นหนาแน่นตามชายป่ามีแดดส่องถึง ตามบริเวณลำธาร หรือบริเวณต้นน้ำ ปลูกได้ตามชายคลอง ห้วยหนอง ต้นจะแห้งเฉาในฤดูแล้ง และแตกหน่อใหม่ในฤดูฝน ผักกูดชอบความชื้นสูง บริเวณดินแฉะ

สามารถนำมาปรุงอาหารได้ เช่น ใบอ่อน และช่ออ่อน นำมาแกงได้ แกงกับปลาสด แกงแคร่วมกับผักชนิดต่างๆ นำมาลวกหรือกินสดเป็นผักจิ้มร่วมกับน้ำพริกแดง น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาทู หรือแม้กระทั่งน้ำพริกถั่ว (น้ำพริกเจ) นำใบมายำก็อร่อย

สรรพคุณทางยา ใบแก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับปัสสาวะ (หนังสือพิมพ์ข่าวสด)



ที่มา
http://www.thaihealth.or.th/node/13681
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำปุ๋ยน้ำเย็นบำรุงพืช

Posted by Gang of 4wd on 19:04 in
ปุ๋ยน้ำเย็น(1)สูตรคุณบุญชู ปารมี เกษตรกรผู้ทำไร่นาสวนผสม จ.ลพบุรี
ปุ๋ยน้ำเย็น(2)ช่วยบำรุงพืช ลดค่าใช้จ่าย ศึกษาวิธีการทำโทร*1677 กด 2 ค่ะ


ปุ๋ย น้ำเย็น ถือว่าเป็น ปุ๋ยหมัก อีกชนิดหนึ่งที่ผู้ใหญ่บุญ ชู ปารมี เกษตรกรไร่นาสวนผสมในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ได้ทำการคิด ค้น และทดลองจนประสบความสำเร็จ สามารถบำรุงพืชได้เป็นอย่างดี และที่ สำคัญ สามารถลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย ในการผลิตได้เป็นอย่างดี จากการลง พื้นที่ร่วมพูดคุย กับผู้ใหญ่บุญชู ในเรื่องการทำเกษตร ผู้ใหญ่ ได้แนะ วิธีการทำปุ๋ยน้ำเย็น เพื่อนำข้อมูลมาเผยแพร่ให้กับเกษตรกรและผู้ที่ สนใจ ด้วยวิธีการและรายละเอียดดังนี้


วัสดุที่ใช้
1. มูลวัว มูลควาย แห้ง จำนวน 10 กิโลกรัม
2. ผลไม้สุกที่มีสีเหลือง จำนวน 5 กิโลกรัม
3. ต้นหน่อกล้วยน้ำว้าที่หั่นแล้ว จำนวน 5 กิโลกรัม
4. ใบหรือยอดกระถิน จำนวน 5 กิโลกรัม
5. ใบทองหลาง จำนวน 5 กิโลกรัม
6. ยอดหญ้าขน จำนวน 5 กิโลกรัม
7. หอยเชอรี่หรือเศษปลา จำนวน 5 กิโลกรัม
8. กากน้ำตาล จำนวน 8-10 กิโลกรัม
9. ผักบุ้ง จำนวน 5 กิโลกรัม
10.ถังพลาสติกขนาด 180-200 ลิตร จำนวน 1 ลูก
11.น้ำสะอาด หรือ น้ำมะพร้าว พอท่วม


วิธีการทำ
ผสมทุกอย่างลงในถังที่เตรียมไว้ เอาน้ำสะอาด เช่น น้ำฝนหรือน้ำประปาที่ใส่โอ่งทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 4 -5 วัน หรือน้ำมะพร้าวอย่างใดอย่างหนึ่งมาผสมกับกากน้ำตาลเทใส่ถังหมักกะเอาพอท่วม วัตถุดิบที่อยู่ในถังพอดี และผิดฝาถังไว้ 3-5 วัน ให้ค่อยๆ คนให้เข้ากัน หมักไว้ 7-15 วัน ให้กรองเอาแต่น้ำหมักออกมาใช้ได้เลย

อัตราการการนำไปใช้
ถ้าใช้เป็นปุ๋ยทางใบ หรือใช้ ฉีด 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
ถ้าใช้เป็นปุ๋ยน้ำ หรือรดโคนต้น ใช้ 30-40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ได้กับพืชทุกชนิด

หมายเหตุ : ถ้ากลิ่นของน้ำหมักยังไม่หายเหม็น ให้ผสมกากน้ำตาล กับน้ำมะพร้าวอ่อนลงไปอีกจนกว่ากลิ่นจะหายเหม็นแล้วค่อยๆ เอาออกมาใช้ได้ ปุ๋ยสูตรนี้ยิ่งหมักไว้นานยิ่งดี ปุ๋ยสูตรนี้เข้มข้นมาก ควรใช้แต่น้อย จนกว่าพืชแต่ละชนิดจะปรับตัวได้สำหรับกากที่กรองเอาน้ำหมดแล้วอย่างทิ้ง ตากไว้ใส่โคนต้นไม้เป็นปุ๋ยทางดินใส่รอบๆ โคนต้นอย่าใส่มาก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ผู้ใหญ่บุญชู ปารมี เกษตรกรไร่นาสวนผสม และครูติดแผ่นติดที่ประสบความสำเร็จ ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ปุ๋ยสูตรบำรุงรองก้นหลุมให้พืชงาม

Posted by Gang of 4wd on 17:46 in
ปุ๋ยหมัก(1)สูตรรองก้นหลุมก่อนปลูกพืชช่วยให้พืชเติบโตดี วัตถุดิบที่ใช้
ปุ๋ยหมัก(2)ใบหญ้าแฝก แกนข้าวโพด เปลือกมัน วิธีการทำโทร *1677 กด 2 ค่ะ

ใน การทำการเกษตร ปัญหาที่สำคัญอีกประการของเกษตรกรส่วนใหญ่ คือการที่ พื้นที่ของตนนั้นไม่อุดมสมบูรณ์พอกับความต้องการของพืช ทำให้พืชที่ปลูกมี การเจริญเติบโตที่ช้า และไม่สมบูรณ์ แต่คุณยัณ วรรณราด มีเคล็ดลับและสูตร ต่างๆที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆได้ เหมือนกับปุ๋ยสูตรบำรุงก้นหลุมให้ปลูกแล้ว งาม ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้พืชสวนและพืชไร่งามดี และสามารถทำใช้ได้ เอง ซึ่งจะทำให้ประหยัดต้นทุนและสามารถเห็นผลได้จริง



วัสดุ-อุปกรณ์

-ใบหญ้าแฝก 1 ตัน

-แกนข้าวโพด 2 ตัน

-เปลือกมัน 3 ตัน

-น้ำหมักมูลสุกร(สูตรและวิธีการทำด้านล่าง)

-น้ำหมักฮอร์โมนผลไม้(สูตรและวิธีการทำด้านล่าง)



วิธีการทำ
-ให้นำใบหญ้าแฝก แกนข้าวโพด และเปลือกมัน มาทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน
-หลังจากนั้นให้นำน้ำหมักมูลสุกรมาทำการผสมกับน้ำหมักฮอร์โมนผลไม้ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 แล้วนำไปฉีดในกองปุ๋ย เพื่อให้ได้ความชื้นประมาณ 60 %
-หลังจากนั้นให้นำผ้าหรือกระสอบป่านมาคลุม หมักไว้ 2-3 เดือน ก็สามารถนำไปใช้ได้ (ในช่วงการหมัก ต้องมีการกลับกองปุ๋ยทุกๆ 15 วัน )

วิธีการใช้
-สามารถนำไปใส่ก้นหลุม หรือนำไปใส่พืชให้มีอัตราการเจริญเติบโตดีขึ้นได้

หมายเหตุ
- ในการนำไปใช้กับมัน หรือพืชที่ต้องการหัว ไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะจะทำให้ต้นงามเกินความจำเป็นและทำให้หัวเล็ก แป้งน้อย


สูตรการทำน้ำหมักมูลสุกร

วัสดุ-อุปกรณ์
- มูลสุกรแห้ง 20 กิโลกรัม
- น้ำ 180 ลิตร
- ถัง 200 ลิตร 1 ใบ

วิธีการทำ
- นำมูลสุกรที่แห้งมาใส่ในถัง 200 ลิตร
- หลังจากนั้นทำการเติมน้ำลงไป 180 ลิตร
- แล้วทำการคนให้เข้ากัน ปิดฝาหมักไว้ 24 ชั่วโมง ก็สามารถนำออกมาใช้ได้ วิธีการใช้และอัตรา

การใช้
- น้ำหมักมูลสุกร 1 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลิตร ใช้ในการฉีกพ่นบำรุงต้นอ้อย ข้าว และมันสำปะหลัง ทุกๆ 15 วัน - น้ำหมักมูลสุกร 4 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลิตร ใช้ในการบำรุงดิน



สูตรการทำน้ำหมักฮอร์โมนผลไม้

วัสดุอุปกรณ์
- ขนุน 15 กิโลกรัม
- กล้วยน้ำหว้า 15 กิโลกรัม
- ฟักทอง 15 กิโลกรัม
- พด2 1 ซอง
- กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม

วิธีการทำ
- นำขนุน กล้วยน้ำหว้า และฟักทอง มาทำการสับให้ละเอียด แล้วนำไปใส่ลงถัง
- หลังจากนั้นให้ทำการใส่ พด2 และกากน้ำตาลลงไป
- แล้วทำการคนให้เข้ากัน หมักเอาไว้ 7 วัน ก็สามารถนำไปใช้ได้

อัตราการใช้
- น้ำหมักผลไม้ 1 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลิตร ใช้ในการฉีดพ่นทุกๆ 15 วัน เพื่อช่วยบำรุงต้นและใบ หมายเหตุ - ต้องทำการคนน้ำหมักผลไม้ทุกวันๆละ 1 ครั้ง
- ในการใช้ สามารถใช้ผสมกับฮอร์โมนอื่นๆได้

************************

สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
คุณยัณ วรรณราด
หมู่ 7 ต.ทุ่งขนาน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี
เบอร์โทรศัพท์ 081-762-0839
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

เทคนิคและวิธีการทำชั้นวางก้อนเชื้อเห็ดแบบแขวนลอย

Posted by Gang of 4wd on 17:29 in
เห็ด(1)ทำชั้นวางก้อนเชื้อแบบแขวนลอย ลงทุนน้อย กำไรมาก เก็บผลผลิตได้นาน
เห็ด(2)แนวคิดจากคุณอุทัย ชุมทอง จ.พัทลุง ศึกษาข้อมูลการทำโทร*1677กด2

จาก สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันนี้ ส่งผลกระทบทำให้พืชภัณฑ์ธัญญาหาร ทางการเกษตรของเกษตรกรเกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น โรค รา แมลงศัตรูพืช ที่ ทำลายพืชชนิดต่างๆจนเกิดความเสียหายจำนวนมาก แต่คุณอุทัย ชุมทอง เกษตรกร ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านกรรมวิธีการเพาะเห็ด หลายชนิดเป็นหลัก ณ บ้านเขา จันทร์ 2 หมู่ 6 ต.หนองธง อ.ป่าบอน ได้พบปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับการเพาะ เห็ด เช่น โรค เชื้อราและแมลงศัตรูพืชชนิดต่างๆที่เข้ามาทำลายในโรงเรือน เพาะเห็ด จากปัญหาดังกล่าวทำให้คุณอุทัยได้พบวิธีแก้และป้องกันกระบวนการ เพาะเห็ด แต่ปัญหาที่พบจากการเพาะเห็ดในโรงเรือน เกิดจากโรค ราต่างๆ เพราะ การวางก้อนเชื้อเห็ดบนพื้นราบจะเกิดปัญหาดังกล่าวได้ง่าย คุณอุทัย จึงหา วิธีแก้ ซึ่งใช้ภูมิปัญญาของตนเองที่คิดค้นขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาและลดการ เกิดโรค ราต่างๆแบบลดต้นทุน มาเป็นการทำชั้นวางก้อนเชื้อเห็ดแบบแขวนลอย โดย มีรายละเอียดการแก้ปัญหาที่สำคัญดังนี้



วัสดุ อุปกรณ์
1. ก้อนเชื้อเห็ด

2. เชือกไนล่อน

3. ขวดน้ำดื่มพลาสติก


วิธีการทำ
-นำเชือกไนล่องมาตัดตามยาวประมาณ 1.50 เมตร จำนวน 4 เส้น แล้วมัดจุกให้แน่นรวมกันบริเวณปลายของเชือก
-ทำการตัดหัว ตัดท้ายของขวดน้ำดื่มพลาสติกให้ได้ขนาดเท่าๆกัน แล้วทำให้ขวดแบนเป็นแผ่น พร้อมทั้งเจาะรูที่มุมทั้ง 4 ด้าน เพื่อไว้ใส่เชือกไนล่อนและไว้เป็นตัวรับน้ำหนักของก้อนเชื้อเห็ดที่นำไปวาง
-นำเชือกไนล่อนที่เตรียมเสร็จแล้วไปแขวนในโรงเรือนเพาะเห็ดให้ได้ระยะห่าง เท่าๆกัน พร้อมทั้งนำก้อนเชื้อเห็ดไปวางซ้อนทับกัน แต่เมื่อวางก้อนเชื้อเห็ดไปได้ประมาณ 2 ก้อนให้นำแผ่นขวดพลาสติกที่เจาะรูแล้วใส่ทับลงไปหรือกันเอาไว้เป็นช่วงๆ เพื่อลดแรงอัดและช่วยรับน้ำหนักของก้อนเชื้อเห็ดที่วางซ้อนกัน ซึ่งในหนึ่งแผงของชั้นวางแบบแขวนลอยสามารถวางก้อนเชื้อเห็ดได้ประมาณ 14-16 ก้อน


ข้อดีของการทำชั้นวางก้อนเชื้อเห็ดแบบแขวนลอย
1. สามารถป้องกันและกำจัดโรคที่เกิดกับเห็ดได้อย่างเห็นได้ชัด
2. ใช้พื้นว่างในโรงการเพาะให้เป็นประโยชน์
3. ง่ายต่อการจัดการและการเก็บเกี่ยวดอกเห็ด
4. ในพื้นที่3x6 เมตร สามารถเพาะเห็ดได้ประมาณ 1,700-2,000 ก้อน
5. ลงทุนน้อย กำไรมาก เก็บผลผลิตได้นาน


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครศรีธรรมราช

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การป้องกันพริกเป็นโรคใบหงิก

Posted by Gang of 4wd on 18:47 in
พริก(1)การป้องกันโรคใบหงิก ใช้ผงซักฟอก1ช้อนแกง+น้ำยาล้างจาน+ไฮเตอร์
พริก(2)อย่างละ1/2ช้อนชา ผสมน้ำ20ลิตร ฉีดพ่นตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยว


พริก เป็นโรคใบหยิก สร้างปัญหาให้กับเกษตรที่ปลูกพริกไม่น้อย ปัญหานี้จะคลี่คลาย และเบาบางลงไปเมื่อทางทีมงานเจ้าหน้าที่ Famer inFo มีการลงพื้นที่ บ้านนา ทอง อ.นาทอง อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม พบกับทาง คุณพ่อถิน สีท้าว ซึ่งมี ประสบการณ์ในการปลูกพริกมากกว่า 20 ปี จนสามารถเข้าใจและทราบถึงวิธีในการ ป้องกันและดูแลรักษาโรคพริกได้เป็นอย่างดี ในส่วนของพริกเป็นโรคใบ หยิก คุณพ่อได้บอกเคล็ดลับในการป้องกันดังนี้



วัสดุที่ใช้

1.ผักชักฟอก 1 ซ้อนแกง
2.น้ำยาล้างจาน ครึ่งฝา
3.ไฮเตอร์ ครึ่งฝา

วิธีการทำ
นำส่วนผสมตามข้อ 1-3 มาผสมกับน้ำเปล่า 20 ลิตร หลังจากนั้นนำไปฉีดในแปลงพริกตั้งแต่เริ่มปลูก จนถึงเก็บเกี่ยวจะช่วยในการป้องกันโรคพริกโดยเฉพาะพริกที่เป็นโรคใบหงิกใบ กรูด และยืนต้นตาย สามารถป้องกันและแก้ไขได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณข้อมูลคุณพ่อถิน สีท้าว 084-7909374 บ้านนาทอง ต.นาทอง อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม

ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ขอนแก่น

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

เทคนิคการทำให้ผิวมะนาวสวย

Posted by Gang of 4wd on 18:27 in
มะนาว(1)การทำให้ผิวสวย บาง มัน เป็นที่ต้องการของตลาด นำกากน้ำตาล 10 CC
มะนาว(2)ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นต้นมะนาวช่วงที่ติดลูก เดือนละครั้ง

มะนาว นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ และเป็นที่ต้องการของท้องตลาดซึ่งนำมา ใช้เป็นเครื่องปรุงรสในการทำอาหารและเครื่องดื่ม และจากการที่เจ้าหน้าที่ ได้ลงพื้นที่พบกับ คุณลุงประเสริฐ ศรีกุล เกษตรกรที่ปลูกมะนาวในท่อ ซีเมนต์ อยู่ในพื้นที่ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช และที่สำคัญที่บ้านของคุณ ลุงประเสริฐยังเป็นจุดเรียนรู้ทางด้านการเกษตร การปลูกมะนาวอินทรีย์ในท่อ ซีเมนต์ เครือข่ายของสำนักงานเกษตร อ.พระพรหม ซึ่งคุณลุงประเสริฐ ได้แนะนำ ถึงเทคนิคการทำให้ผิวมะนาวสวยเป็นที่ต้องการของตลาด ให้กับทางเจ้าหน้าที่ ได้ทราบ โดยมีรายละเอียดดังนี้




ผิวหรือ เปลือกนอกของมะนาว ถ้าอยากให้มีสภาพผิวที่สวย ผิวบาง และผิวมันเป็นที่ต้องการของท้องตลาด มีเทคนิคและวิธีการทำดังนี้
-ให้เรานำกากน้ำตาล 10 ซีซี ,น้ำ 20 ลิตร แล้วนำมาผสมให้เข้ากันแล้วนำไปฉีดพ่นที่ต้นมะนาวในช่วงที่มะนาวติดลูก ระยะเวลาการฉีดพ่นก็ประมาณเดือนละครั้ง ก็จะทำให้ผิวมะนาวสวยเป็นที่ต้องการของท้องตลาดขายได้ราคาดี


ที่มา :ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วย จ.นครศรีธรรมราช
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การใช้ “ลางสาด” กำจัดหนอนหลอดหอม และ แมลงในแปลงผัก

Posted by Gang of 4wd on 17:10 in
1)นำเมล็ดมาบด0.5กก.ผสมน้ำ20ลิตรแช่1คืนกรองเอาแต่น้ำผสมสารจับใบ
2)ฉีดพ่นผักที่พบการระบาดของหนอนกระทู้หอม/หนอนผีเสื้อชนิดอื่นๆ

ลางสาด จะมีรสขมอยู่ที่เมล็ด ซึ่งมีสาร Acid alkaloid ที่มีความเป็นพิษต่อ แมลง และ หนอนชนิดต่างๆในแปลงผัก สามารถนำไปใช้ควบคุมและกำจัดได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหนอนหลอดหอม


ชื่อสามัญ : Lancet, Langsium, Langsat
ชื่อพฤกษศาสตร์ : Lansium domesticum, Corr.
ชื่อวงศ์ : Meliaceae

ลักษณะทั่วไป :

ลางสาดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบเป็นใบรวม มีใบย่อยเป็นแบบขนนกออกสลับกัน ดอกออกเป็นพวงสีเหลือง ผลสีเหลืองอ่อนรูปร่างกลมหรือรูปไข่ เปลือกผลบางมีขนนิ่ม มียางสีขาว ผลออกตามลำต้นหรือกิ่งที่แก่ เนื้อหุ้มเมล็ด ลักษณะใส ผลหนึ่งมีประมาณ 5 เมล็ด

การขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ดหรือกิ่งตอนปลูก
สรรพคุณทางยาสมุนไพร :

ใบ แก้บิด
เมล็ด ขับพยาธิ
เปลือกของผล สด หรือแห้ง 10 ผล หั่นคั่วชงน้ำดื่ม กินครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 4-5 ครั้งแก้ท้องร่วง ท้องเดิน หากนำเปลือกมาเผาเป็นควันจะขับไล่ยุงได้

การนำไปใช้ทางการเกษตร :

วิธีใช้นำเมล็ดลางสาด 0.5 กิโลกรัม บดให้ละเอียด แล้วนำมาผสมกับน้ำ 20 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นกรองเอาแต่น้ำผสมสารจับใบ ไปฉีดพ่นตามแปลงผักที่พบการระบาดของหนอนกระทู้หอม และ หนอนผีเสื้อชนิดอื่นๆ

-------------------------------------- @ ^ - ^ @ -----------------------------------------
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
ต.ชาตรี.เคล็ดลับภูมิปัญญาไทย ชุด สมุนไพรเพื่อการเกษตร.2546.พิมพ์ครั้งที่2,.เคพีเอ็ม มีเดีย สยาม.นนทบุรี.หน้า110.
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

สูตรเร่งความหวานให้กับผลไม้

Posted by Gang of 4wd on 18:20 in
ผลไม้(1)สูตรเพิ่มความหวานให้กับผลไม้ด้วยส่วนผสมจากผลไม้ที่มีรสหวาน
ผลไม้(2)จากศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานบ้านหนองขอนพิษณุโลกโทรเลย*1677กด2


สูตรเร่งความหวาน

วัสดุส่วนผสม
1.ผลไม้สุกที่มีรสหวานทุกชนิด 20 กก.
2.กากน้ำตาล 5 กก.
3.จุลินทรีย์ 7 กก.
4.ตัวเสริมสร้างคุณภาพ 5 ส่วน
5.น้ำมะพร้าว 1 ลิตร

วิธีการทำ
นำส่วนผสมที่เตรียมไว้มาบดให้ละเอียด บรรจุใส่ถังพลาสติก คนให้เข้ากัน ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม คนวันละ 1-2 ครั้ง ถ้ามีกลิ่นเหม็น ให้เติมกากน้ำตาลเเละคนให้เข้ากันหมักต่อไปอีกประมาณ 3 เดือน ให้กรองเอาเเต่น้ำ นำมากลั่นจนได้น้ำกลั่น 20 ลิตรใส่ถังพลาสติกเก็บไว้

เสริมสร้างคุณภาพ
1.ขี้ค้างคาว 1 กก.
2.น้ำตาลกลูโคส 3 กก.
นำส่วนผสมทั้งสองเทลงในน้ำกลั่นที่เก็บไว้คนให้เข้ากันหมักไว้ 7 วัน กรองเอาเเต่น้ำมาใช้

ประโยชน์
ช่วยเพิ่มความหวานให้กับผลไม้

อัตราที่ใช้
ใช้ฉีดพ่นทางใบ 20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีด 3-5 วันต่อครั้ง ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 1 เดือน


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจ.พิษณุโลก

อ่านต่อกดจ๊ะ......