แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำเองไม่มีอด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำเองไม่มีอด แสดงบทความทั้งหมด
0

วิธีแก้ปัญหาบ่อน้ำดินลูกรังที่เก็บน้ำไม่อยู่

Posted by Gang of 4wd on 18:35 in
(1)วิธีแก้ปัญหาบ่อน้ำดินลูกรังที่เก็บน้ำไม่อยู่ไม่สามารถเลี้ยงปลาได้
(2)ใช้ขี้วัว50กก./บ่อ1งานโรยพื้นบ่อทำซ้ำประมาณ4-5 ปีจะสามารถช่วยได้


สำหรับหลายๆ พื้นที่ที่เป็นดินลูกรัง ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ นั้น อาจจะเจอกับปัญหาหลายอย่างเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องการ ทำเกษตรแบบผสมผสานที่ต้องใช้น้ำอยู่เป็นประจำ หรือ ไม่ก็ไม่สามารถที่จะทำ การเลี้ยงปลาได้ และอีกหลาย ๆ เรื่องที่ตามมา สำหรับคุณอำนาจ มอญ พันธุ์ เจ้าของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนบ้านหนองผักแว่น ต.หนอง ผักแว่น อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี นั้น ถือว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา หลัก เพราะคุณอำนาจ ได้ทำการทดลองนำมูลวัวมาใช้ในการรองพืชก้นบ่อสำหรับ เลี้ยงปลา และบ่อกักเก็บน้ำไว้สำหรับการทำเกษตร ซึ่งเดิมทีแล้ว พื้นที่ ดังกล่าว หรือบ่อน้ำของคุณอำนาจนั้น ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เลย เพราะ พื้นที่บริเวณนั้น จะเป็นดินลูกรัง มีการดูดซึมน้ำอย่างรวดเร็ว มา วันนี้ คุณอำนาจสามารถเลี้ยงปลา และนำน้ำมาใช้ในการทำการเกษตรได้อย่าง สบาย ด้วยวิธีการดังนี้



หลักจากที่ทำการขุดบ่อเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการปล่อยน้ำเข้าบ่อให้เต็ม เมื่อปล่อยน้ำได้ในระยะสั้น ๆ (ถ้าเป็นดินลูกรัง) น้ำก็จะแห้ง และในขณะที่บ่อแห้งนั้น ให้นำมูลวัว ประมาณ 3 กระสอบ (กระสอบละ 50 กิโลกรัม) ต่อพื้นที่ประมาณ 1 งาน โรยให้ทั่วก้นบ่อ หลังจากนั้นก็ให้ทำการสูบน้ำเข้าบ่อให้เต็ม โดยครั้งแรกนั้น อาจจะเก็บน้ำไว้ได้ไม่นาน เมื่อบ่อแห้งอีกรอบ ก็ให้นำมูลวัวมาโรยให้ทั่วบ่ออีกรอบ ทำอย่างนี้ประมาณ 4-5 ปี บ่อก็จะกักเก็บน้ำได้นานตลอดทั้งปี แถวยังช่วยให้หน้าดินภายในบ่อดีขึ้นอีกด้วย
ซึ่งวิธีดังกล่าว คุณอำนาจ บอกว่า สามารถกักเก็บน้ำได้เป็นอย่างดี จากเดิม ที่ไม่สามารถกักเก็บได้เลย หรือกักเก็บได้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งถือว่า มูลวัวจะช่วยในการเคลือบ หรือรองกันบ่อ ทำให้ก้นบ่อเกิดดินเลน ปกปิดดินทรายที่จะคอยดูดซึมน้ำทำให้คุณอำนาจสามารถใช้บ่อดังกล่าวเลี้ยงปลา ได้ตลอดทั้งปี


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี ( idf 3854 )

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การประยุกต์ใช้ก้านกล้วยแห้งทำค้างถั่วฝักยาว

ถั่วฝักยาว1)การประยุกต์ใช้ก้านกล้วยแห้งทำเป็นค้างถั่วแทนการใช้ไม้ไผ่
ถั่วฝักยาว2)ช่วยประหยัดต้นทุน และก้านกล้วยจะอุ้มน้ำไม่ต้องลดน้ำบ่อย
ถั่ว ฝักยาวเป็นพืชที่ต้องอาศัยค้างเพื่อเกาะพยุงลำต้นให้เจริญเติบโต โดยทั่วไป เกษตรกรจะต้องมีการทำค้างเพื่อให้ถั่วมีหลักยึดในการพันเถาขึ้นไป ส่วนไม้ ที่ใช้สำหรับทำไม้ค้างนั้นใช้ไม้ไผ่ หรือไม้อื่น ๆ ที่หาได้ง่ายในท้อง ถิ่น โดยความยาวของไม้มีความยาวประมาณ 2.5-3 เมตร หรืออาจจะสร้างโครงเสา แล้วใช้ลวดขึงด้านบน และใช้เชือกห้อยลงมายังลำต้นให้ถั่วฝักยาวเลื้อยขึ้น นั่นเอง ซึ่งการใช้วัสดุดังกล่าวทั้งไม้หรือเชือกเป็นค้างทำให้ต้นทุนของ เกษตรกรผู้ปลูกถั่วฝักยาวสูงขึ้นแต่สำหรับคุณลุงบุญลือ เต้าแก้ว เกษตรกร ท่านนี้มีแนวความคิดที่แปลก และไม่เหมือนใคร นั้นก็คือการนำเอา “ก้าน ใบตองแห้ง” มาทำเป็นเถาเพื่อให้ถั่วฝักยาวพันธุ์ยอดขึ้นไปเพื่อเป็นที่ ยึด โดยวิธีการดังนี้

การประยุกต์ใช้ก้านกล้วยแห้งทำค้างถั่วฝักยาว

1.การทำค้างสำหรับถั่วฝักยาวต้องต้องเริ่มทำในบริเวณแปลงถั่วฝักยาว ระยะเวลาการใส่ค้างถั่วฝักยาวนั้นจะเริ่มใส่หลังจากเมล็ดงอกแล้ว 15-20 วัน

2.โดยใช้ลำไม้ไผ่ทำเป็นโครงให้มีลักษณะ คือ ไม้ไผ่ 3 ลำ ความยาวตามความต้องการ โดยไม้ไผ่สองลำจะยึดเป็นเสาหลักและพาดด้วยไม้ไผ่อีกลำเพื่อเป็นโครงคล้ายราว ตากผ้า (ดังภาพ)

3. นำก้านใบตองแห้งที่ได้เลือกไว้ ฉีกใบตองที่แห้งออกให้หมดเหลือแต่ก้าน นำปลายก้านที่อ่อนมามัดไว้ที่ลำไม้ไผ่ด้านบนให้แน่นเพื่อเป็นค้างแบบ ธรรมชาติ โดยระยะห่างของก้านกล้วยที่นำมาทำค้างให้เหมาะสมกับหลุมปลูกของถั่วฝักยาว เสร็จแล้วจับเถาถั่วฝักยาวให้พันเลื้อยขึ้นค้างในลักษณะ ทวนเข็มนาฬิกา และมัดเถาถั่วฝักยาวด้วยใบกล้วยแห้งให้ยึดติดกับก้านกล้วย

โดยคุณลุงบุญลือ กล่าวว่า การที่นำเอา “ก้านใบตองแห้ง” ที่เอาใบตองออกไปหมดแล้วมาเป็นเถาให้ถั่วยึดนั้นก็เหมือนกับการให้พืชนั้น อาศัยธรรมชาติซึ่งกันและกัน อีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นการลดต้นทุนในการหาซื้อไม้ไผ่หรือเชือกที่มีราคาค่อนข้างสูง แต่หันมาใช้สิ่งรอบตัวให้เป็นประโยชน์ และการที่ใช้ก้านใบตองแห้งนั้นสังเกตว่ามือของถั่วที่พันขึ้นไปจะพัน ง่ายกว่า ไม่หลุดออกจากเถา และก้านใบตองจะมีน้ำมีความชื้นไม่แห้งจนเกินไป ทำให้ไม่ต้องรดน้ำบ่อยและดูแลง่าย เป็นการปลูกผักแบบไร้สารพิษได้ 100 % ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ได้ทุกบ้านทุกครัวเรือน รวมทั้ง ยังสามารถดัดแปลงไปใช้ทำค้างให้กับพืชที่มีลักษณะเถาเลื้อยอื่น ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นถั่วพลูหรือบวบ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คุณลุงบุญลือ เต้าแก้ว เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดปี 2552


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี (IDF4276)
อ่านต่อกดจ๊ะ......

1

เคล็ดลับและวิธีการทำกะปิจากปลาน้ำจืด

Posted by Gang of 4wd on 17:29 in
ปลา(1)เคล็ดลับและวิธีการทำกะปิจากปลาน้ำจืดให้อร่อยและไม่เหม็นคาว
ปลา(2)สนใจวิธีการทำและข้อมูลต่างๆโทร * 1677

คุณป้าถนอมศรี คงกิ้ม อายุ 66 ปี เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำไร่นาสวน ผสมผสานอยู่ที่ บ้านดอนโพธิ์ หมู่ที่ 1 ต. เชียรใหญ่ อ. เชียร ใหญ่ จ. นครศรีธรรมราช แต่ปัจจุบันนี้ด้วยความที่คุณป้าถนอมศรีมีเวลาว่าง จากการทำงาน จึงมีความคิดที่จะแปรรูปปลาที่มีอยู่ในชุมชนแห่งนี้ให้มีคุณค่า มากยิ่งขึ้นและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก จึงก่อตั้งกลุ่มสตรีในชุมชนได้หัน มาแปรรูปปลาเป็น การทำกะปิปลาน้ำจืด ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน อีก ทั้งยังสะอาดและถูกหลักอานามัย เพราะเท่าที่ทราบกันดีว่ากะปิที่จำหน่ายกัน โดยทั่วไปจะผลิตมาจากตังเคยหรือกุ้งทะเล เทคนิคและวิธีการทำกะปิปลาน้ำจืด ของคุณป้าถนอมศรีมีรายละเอียดดังนี้



เทคนิคและวิธีการทำกะปิปลาน้ำจืด
วัตถุดิบที่ใช้

1. ปลาน้ำจืดปลาน้ำจืด 3 กิโลกรัม (เช่น ปลากระดี, ปลาดุก, ปลาซิว เป็นต้น)
2. เกลือเม็ด 0.5 กิโลกรัม
วิธีการทำ
- นำปลาที่ได้มาทำการเอาเครื่องในออกให้หมดแล้วล้างน้ำให้สะอาด 1-2 ครั้ง จากนั้นนำปลาใส่กะละมังพร้อมทั้งใส่น้ำสะอาดให้ท่วมตัวปลาแช่ทิ้งเอาไว้ 1 คืน เพื่อให้ตัวปลาพองตัวมากขึ้น
- แล้วนำปลาที่แช่น้ำแล้วมาผสมกับเกลือเม็ดให้เข้ากัน จึงนำปลาไปตากแดดประมาณ 3-4 ชั่วโมง
- นำปลาที่ตากแดดแล้วมาผสมให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่งในถังหมักพลาสติกที่มีผ่า ปิด และหมักทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-20 วันก็นำไปใช้ได้ หรือสังเกตที่บริเวณก้อนกะปิ เกลือจะไม่เป็นก้อน และไม่แตกตัวออก
ลักษณะเด่นของกะปิปลาน้ำจืด
1. มีรสชาติที่พอดี ไม่เค็มและจืดเกินไป
2. นำไปแกงส้ม แกงเลียงทดแทนการใช้กะปิกุ้งได้
3. สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานประมาณ 6-8 เดือน
4. ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตจร *1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครศรีธรรมราช ( idf 3829 )

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การผลิตน้ำส้มควันไม้สมุนไพร

Posted by Gang of 4wd on 17:52 in
น้ำส้มควันไม้(1)ในขบวนการผลิตหากมีการเพิ่มสมุนไพรเช่นตระไคร้หอมเข้าไป
น้ำส้มควันไม้(2)จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนำมาใช้กำจัดแมลงได้ดียิ่งขึ้น


น้ำ ส้มควันไม้มีสารประกอบเป็นกรดอะซิติก มีความเป็นกรดต่ำ มีสีน้ำตาลออกดำและ มีสารประกอบอื่นๆ อีกมาก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างมาก มาย เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช สารไล่แมลง และสารเร่งการ เติบโตของพืช เกษตรกรสามารถนำไปฉีดพืช ต้นข้าว ได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ยังนำไปใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมได้อีกด้วย



ในขบวนการผลิตน้ำส้มควันไม้สมุนไพรของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงแห่งบ้าน ตระกวน ม.3 ต.พิงพวย อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ เป็นวิธีการกลั่นเอาน้ำส้มควันไม้ซึ่งได้จากการเผาแกลบและพืชสมุนไพร ทำง่าย ใช้เวลาในการเผาถ่านแกลบสั้น ใช้แรงงานเพียงคนเดียว ไม่ต้องใช้คนเฝ้า โดยควบคุมอากาศให้เผาไหม้ได้ตามต้องการ การเผาถ่านเกิดเป็นขี้เถ้าน้อย ถ่านที่ได้มีปริมาณน้ำมันดินทาร์น้อย ได้ปริมาณน้ำส้มควันไม้ในปริมาณที่สูงถึง 80%

**วัสดุ/อุปกรณ์**
1.ถังน้ำมันเก่าขนาด 200 ลิตร

2.แกลบดิบ 2 กระสอบปุ๋ย

3.ตะไคร้หอม 5-10 กิโลกรัม

4.ขวดน้ำพลาสติก 2 ขวด

5.ถังพลาสติกสำหรับเก็บเอาน้ำส้มควันไม้


**ขั้นตอนและวิธีการผลิตน้ำส้มควันไม้**
1.ดัดแปลงถังน้ำมันเก่า 200 ลิตรโดยต่อท่อออกมาด้านนอกความสูงระดับ 90% ของตัวถังเป็นรูปตัวT ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-4 นิ้ว โดยด้านบนจะเป็นปล่องควันและด้านล่างเป็นบริเวณที่ให้น้ำส้มควันไม้หยดออกมา ส่วนฝาปิดถังก็ต่อท่อออกมาเช่นกันความสูงประมาณ 20 เซนติเมตร จากนั้นเจาะรูด้วนสว่านข้างถังทั้ง 3 ด้านเส้นผ่าศูนย์กลาง ¾ นิ้ว(3หุน) สูงจากพื้นด้านล่างประมาณ 20 เซนติเมตรเพื่อระบายอากาศ

2.ถังขนาด 200 ลิตรจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ56 เซนติเมตร สูง 89 เซนติเมตร จะแบ่งใส่วัตถุดิบออกเป็นชั้นๆ ดังนี้
-ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 3 ใส่แกลบดิบความสูงประมาณ 25 เซนติเมตร
-ชั้นที่ 2 และชั้นที่ 4 ใส่ตะไคร้หอมความสูงประมาณ 5 เซนติเมตร
-ชั้นที่ 5 เป็นชั้นสุดท้ายให้เทแกลบดิบใส่ลงไปในถังให้เต็ม

3.จุดไฟเผาแกลบและปิดฝาถังโดยปล่อยให้ควันลอยออกมาทางปล่องควันที่ต่อออกมา ประมาณ 1 ชั่วโมง สังเกตลักษณะของควันที่เผาไหม้ว่าอยู่ในระดับที่จะสามารถกลั่นออกมาเป็นน้ำ ส้มควันไม้ได้หรือไม่โดยสังเกตจากช่วงที่ควันมีสีขาวขุ่น อุณหภูมิปากปล่องระหว่าง 80-150 องศาเซลเซียส เป็นช่วงที่ผลผลิตจะมีคุณภาพดีที่สุด

4.ทำการปิดปากปล่องควันด้านบนโดยใช้ขวดพลาสติกบรรจุน้ำเปล่าปิดรูไว้ทั้ง 2 ปล่อง ควันที่ร้อนภายในเมื่อกระทบความเย็นจะเริ่มควบแน่นประมาณ 10 นาที จากนั่นกลั่นตัวออกมาเป็นหยดน้ำไหลออกมาทางด้านล่างของปล่องควันจะได้น้ำส้ม ควันไม้สมุนไพรบริสุทธิ์โดยใช้เวลาเผาไหม้ทั้งหมด 1 วันกับอีก 1 คืน

5.ปริมาณของวัตถุดิบสามารถผลิตน้ำส้มควันไม้ได้ 15 ลิตร ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาเฉพาะน้ำส้มควันไม้เก็บไว้ใช้งานต่อไปได้

**การนำไปใช้งาน**
1.ด้านการเกษตร

-การป้องกันโรครากและโคนเน่าจากเชื้อรา โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1:100 ฉีดพ่นลงดินก่อนการปลูกพืช 15 วัน

-เร่งการเจริญเติบโตและกระตุ้นความต้านทานโรค โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1: 200 ราดโคนต้นทุก 7-15 วัน

-การป้องกันศัตรูพืช ขับไล่แมลงทุกชนิดและเชื้อรา โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1: 200 ฉีดพ่นที่ใบทุก 7-15 วัน

-ช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาลของพืช(ช่วยให้พืชผักและผลไม้มีรสหวาน) โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1: 500 ฉีดพ่นที่ผลอ่อนหลังติดผลแล้ว 15 วัน และพ่นอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยว 20 วัน

-ป้องกันมดและแมลง โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1:20 หรือเข้มข้น ราดหรือพ่นบริเวณที่มี

-แก้โรคเชื้อราในยางพารา โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1:20 ทาที่หน้ายางพารา

2.ด้านปศุสัตว์และสิ่งแวดล้อม

-ขับไล่เห็บหมัด รักษาโรคเรื้อนของสัตว์ โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 นำไปฉีดพ่นที่ตัวสัตว์สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

-กำจัดกลิ่นและขับไล่แมลงในคอกสัตว์ โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1: 100 ราดพื้นคอกสัตว์ทุก 7 วัน

-กำจัดกลิ่นขยะและป้องกันไม่ให้แมลงวางไข่ โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1:100 ราดหรือพ่นกองขยะ

ข้อควรระวังในการ ใช้น้ำส้มควันไม้
1.ก่อนนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องทิ้งไว้ในที่ร่มเพื่อให้ตกตะกอนอย่างน้อย 3 เดือน
2.เนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ระวังอย่าให้เข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้
3.น้ำส้มควันไม้เป็นตัวเร่งปฎิกิริยาของพืช การนำไปใช้ทางการเกษตรจะเป็นตัวเสริมประสิทธิภาพ
ให้กับพืชแต่ไม่สามารถใช้แทนปุ๋ยได้
4.การใช้เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงในดิน ควรทำก่อนเพาะปลูกอย่างน้อย 10 วัน
5.การนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องผสมน้ำให้เจือจางตามความเหมาะสมที่จะนำไปใช้
6.การฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ เพื่อให้ดอกติดผล ควรพ่นก่อนที่ดอกจะบาน หากฉีดพ่นหลังจากดอกบานแมลงจะไม่เข้ามาผสมเกสร เพราะกลิ่นฉุนของน้ำส้มควันไม้และดอกจะร่วงง่าย


*************************************************************************
ขอบคุณข้อมูลจาก : คุณวุฒิชัย สัตพันธุ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่3 บ้านตระกวน ต.พิงพวย อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ รางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี (IDF3553)

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำไอศกรีมข้าวกล้องงอก

Posted by Gang of 4wd on 18:23 in
ข้าว(1)วิธีเพิ่มมูลค่าให้สินค่าเพิ่มกำไรได้สารอาหารกระบวนการทำแสนง่าย
ข้าว(2)การทำไอศกรีมข้าวกล้องงอก สนใจข้อมูล โทร *1677 กด2

การทำไอศรีมข้าวกล้องงอก ที่การทำแสนง่ายสามารถเพิ่มเป็นรายได้เป็นอาชีพเพสริมภายในครัวเรือนได้



ส่วนผสม

1.ข้าวกล้องงอก 2 ขีด (ต้มแล้วจะได้ 7 ขีด เพราะมีน้ำผสมไปด้วย)
2.นมข้น 3 กระป๋อง
3.นมผง 3 แก้ว
4.น้ำตาลทราย 2 ก.ก.
5.แป้งมัน 2 ขีด
6.น้ำที่จะต้มชั่งน้ำหนักพร้อมหม้อ 4.5 ก.ก.
7.มะพร้าวใต้ ยังไม่คั้น 4 ก.ก. คั้นแล้ว 3 ก.ก. (จะทำให้มันกว่ามะพร้าวอื่น)

วิธีการทำ
1.ต้มน้ำเปล่าใส่น้ำตาล ต้มให้เดือด แล้วกวนให้น้ำตาลละลาย ลงพักไว้จนกว่าจะเย็น (หม้อเบอร์ 30 )
2.นำข้าวกล้อง นมข้น นมผง กะทิ คนให้แตกละเอียดจนละลายเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำน้ำเปล่าและน้ำตาล (ตามข้อ 1) เทรวมลงไป แล้วเทแป้งมัน คนให้เข้ากันแล้วนำไปปั่น 30 นาที แล้วนำไปกรอง โดยใช้ผ้าขาวบางกรอง กากทิ้งไป น้ำที่ได้นำมาปั่นอีก 20 – 30 นาที ก็จะได้ไอศกรีม (หม้อเบอร์ 32 ) โดยนำไปใส่ถังไอศกรีมทั่วไปได้เลย


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.พิษณุโลก ( idf : 61 )

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยจากใบตองกล้วย

Posted by Gang of 4wd on 18:53 in
เห็ด(1)การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยจากใบตองกล้วยให้ผลผลิตดอกใหญ่กว่าใช้ฟาง
เห็ด(2)เทคนิคการทำจากพ่อผาย สร้อยสระกลาง จ.บุรีรัมย์ สนใจโทร*1677กด2

คุณ พ่อผาย สร้อยสระกลาง ประธานศูนย์เรียนรู้กลุ่มอีโต้น้อย บ้านสระ คูณ ต.โคกล่าม อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ อายุ 80 ปี มีพื้นที่ทำการ เกษตร 95 ไร่ ทำเป็นศูนย์เรียนรู้และจัดตั้งกลุ่มอีโต้น้อย ทำการเกษตร อินทรีย์ ให้ความรู้ชาวบ้านและเกษตรกร ซึ่งในครั้งนี้ได้แนะนำทีมงานทำการ เพาะเห็ดฟางกองเตี้ยจากใบตองกล้วยแห้ง ด้วยวิธีการดังนี้


วัสดุอุปกรณ์



1.ใบตองกล้วย

2.เชื้อเห็ดฟาง

3.ลำไม้ไผ่

4.เชือก

5.ผ้าพลาสติก (ถุงดำ)


วิธีการทำ
1.ใบตองกล้วย ตัดออกมานำไปตากแห้ง แล้วนำมามัดรวมกัน ใน1กองจะมีประมาณ 6 มัด แต่ละมัดจะนำใบตองกล้วยแห้งมามัด ๆละประมาณ 10 ใบ ตัดแบ่งครึ่งมัดหัวท้ายป้องกันการเลื่อนหลุด

2.เมื่อมัดใบตองกล้วยแห้งแล้ว ให้นำไปแช่น้ำ 1 คืน แล้วนำมากองเรียงไว้

3.นำเชื้อเห็ดฟาง ครึ่งก้อนใช้สำหรับ 1 กอง โดยเอาเชื้อเห็ดฟางมาผสมกับมูลโคแล้วทำการโรยบนกองใบกล้วย และรอบๆใบกล้วย

4.ทำการปักหลักด้วยลำไม้ไผ่ ทำไว้ทั้งสี่มุมของกองใบกล้วย โดยหลักไม้ให้มีความสูงประมาณ 50 ซ.ม. เพื่อให้เกินขอบส่วนบนของกองใบตองกล้วยที่ทำอาหารสำหรับการเดินเชื้อเห็ดฟาง

5.หลังจากปักหลักแล้วให้ผูกเชือกโยงไขว้ไปมาระหว่างหลักเพื่อเป็นที่รองพลาสติกเพื่อคลุมกองใบตองกล้วย

6.นำผ้าพลาสติกสีดำมาคลุมไว้อีกชั้นเพื่อควบคุมอุณหภูมิ เพราะเห็ดฟางจะชอบความชื้น โดยทำการรดน้ำทุกวัน ๆ ละ 1 ครั้ง (รดน้ำสังเกตพอชื้นแล้วคลุมด้วยผ้าพลาสติกไว้เพื่อรักษาความชื้นและเร่งการ ออกดอกของเห็ดฟาง) ใช้เวลาประมาณ 7 วัน เห็ดก็จะเริ่มออกดอกสามารถเก็บผลผลิตได้

สำหรับวิธีการเพาะเห็ดฟางจากใบตองกล้วยแห้ง จะให้ผลผลิตดอกใหญ่กว่าการใช้ฟาง โดยจำนวนกองใบตองกล้วยแห้ง 1 กอง จะให้ผลผลิต 1 กิโลกรัม หลังจากการเก็บผลผลิตแล้วกองใบตองกล้วยก็นำไปย่อยสลายเป็นปุ๋ย หรือปล่อยทิ้งไว้เป็นที่อาศัยของปลวก และมด และนำไปให้อาหารปลาต่อไปได้ด้วย


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครราชสีมา (IDF3941)
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำลูกประคบสมุนไพร

Posted by Gang of 4wd on 18:16 in
ลูกประคบ(1)ทำจากสมุนไพรภูมิปัญญาพื้นบ้านประคบแก้ปวดเมื่อยหมุนเวียนโลหิต
ลูกประคบ(2)กรรมวิธีการทำแสนง่ายโทร*1677กด2หรือที่เว็บไซต์รักบ้านเกิด

ลูก ประคบสมุนไพร เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำสมุนไพรหลายชนิดที่มีสรรพคุณแตก ต่างกันนำมาผ่านกระบวนการทำความสะอาดแล้วนำมาหั่นหรือสับให้เป็นชิ้นตามขนาด ที่ต้องการ ตำพอแตก ใช้สดหรือทำให้แห้ง นำมาห่อหรือบรรจุรวมกันในผ้าให้ได้ รูปทรงต่าง ๆ เช่น ทรงกลม สำหรับใช้นาบ หรือกดประคบส่วนต่าง ๆ ของร่าง กาย เพื่อทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ถ้าเป็นลูกประคบสมุนไพรแห้ง ก่อนใช้ต้อง นำมาพรมน้ำแล้วทำให้ร้อนโดยนึ่ง ช่วยรักษาอาการต่างๆในร่างกายได้เป็นอย่าง ดี
ลักษณะทั่วไปของลูกประคบสมุนไพร
ลูกประคบสมุนไพรต้องห่อผ้าปิดสนิทรูปทรงต่าง ๆ ภายในบรรจุสมุนไพรสดหรือแห้งหลายชนิดรวมกัน กรณีทำเป็นรูปทรงกลมปลายผ้าต้องรวมแล้วมัดให้แน่น ทำเป็นด้ามจับ ต้องมีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยของสมุนไพรที่ใช้



สูตรสมุนไพร: วัตถุดิบสำหรับทำลูกประคบ 2 ลูก

1.หัวไพล ½ กิโลกรัม สรรพคุณ แก้ปวดเมื่อย ลดอาการอักเสบ

2.ผิวมะกรูด 2 ขีด สรรพคุณ แก้ลม วิงเวียนศีรษะ

3.ตะไคร้บ้าน 1 ขีด สรรพคุณ เพิ่มให้มีกลิ่นหอม

4.ใบมะขาม 1 ขีด สรรพคุณ แก้อาการคันและบำรุงผิว

5.ขมิ้นชัน 1 ขีด สรรพคุณ แก้โรคผิวหนัง ลดอาการอักเสบ

6.ใบส้มป่อย 1 ขีด สรรพคุณ บำรุงผิว

7.การบูร 2 ช้อนโต๊ะ สรรพคุณ เพิ่มกลิ่นและบำรุงหัวใจ

8.เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ สรรพคุณ ช่วยดูดความร้อนและดูดซึมตัวยาผ่านผิวหนังได้ดี

วัสดุ/อุปกรณ์อื่นๆ:
-ผ้าสำหรับห่อลูกประคบ ต้องเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าดิบที่มีเนื้อผ้าแน่นพอที่จะป้องกันไม่ให้สมุนไพรร่วงออกมาได้

-สมุนไพรที่ใช้ทำลูกประคบต้องหั่นหรือสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ สด/แห้ง ต้องไม่มีราปรากฏให้เห็นเด่นชัด และต้องมีพืชสมุนไพรหลักที่มีน้ำมันหอมระเหยอย่างน้อย 3 ชนิด เช่น ไพล ขมิ้นชัน ตะไคร้ และผิวหรือใบมะกรูด กลุ่มสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ เช่น ใบมะขาม ใบส้มป่อย และกลุ่มสารที่มีกลิ่นหอม จะระเหยออกมาเมื่อถูกความร้อน เช่น การบูร พิมเสน และเกลือ ช่วยดูดความร้อน
-หม้อสำหรับนึ่งลูกประคบและจานรองลูกประคบ



-เชือกด้ายสำหรับมัดผ้าห่อลูกประคบ
วิธีการทำลูกประคบ
1.นำหัวไพล ขมิ้นชัน ตะไคร้ มะกรูด ล้างทำความสะอาด นำมาหั่นหรือสับให้เป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการตำพอหยาบ ๆ

2.นำใบมะขาม ใบส้มป่อย ผสมกับสมุนไพรในข้อ 1 เสร็จแล้วใส่เกลือและการบูร คลุกเคล้าให้เข้ากัน แต่อย่าให้แฉะเป็นน้ำ จากนั้นนำไปผึ่งลมให้แห้ง

3.แบ่งสมุนไพรที่คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วเป็นส่วนเท่า ๆ กัน โดยใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าดิบห่อเป็นลูกประคบมัดด้วยเชือกให้แน่นสำหรับนำไปใช้ งาน

วิธีการใช้ลูกประคบสมุนไพร
-นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่งประมาณ 15-20 นาทีเพื่อให้สมุนไพรได้กระจายตัวออกมา เมื่อลูกประคบร้อนได้ที่แล้ว ก่อนนำมาใช้ประคบควรมีการทดสอบความร้อนโดยแตะที่ใต้ท้องแขนหรือหลังมือก่อน และในช่วงแรกที่ลูกประคบยังร้อนอยู่ ต้องประคบด้วยความรวดเร็ว ไม่วางลูกประคบไว้บนผิวหนังนาน ๆ เพียงแตะลูกประคบแล้วยกขึ้น แต่เมื่อลูกประคบคลายความร้อนลงสามารถวางลูกประคบตามร่างกายได้นานขึ้นพร้อม กับกดคลึงจนกว่าลูกประคบคลายความร้อน แล้วจึงเปลี่ยนลูกประคบไปใช้ลูกใหม่แทน (ลุกประคบที่ใช้แล้วสามารถนำไปนึ่งใช้งานต่อได้)

ประโยชน์ของการประคบสมุนไพร
1.กระตุ้นหรือเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต

2.ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและบรรเทาอาการปวดเมื่อย

3.ลดการติดขัดของข้อต่อบริเวณที่ประคบและทำให้เนื้อเยื่อ พังผืดยืดตัวออก

4.ลดอาการบวมที่เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหรือบริเวณข้อต่อต่าง ๆ หลังจาก 24-48 ชั่วโมง

………………………………………………………………
ขอบพระคุณข้อมูลจาก : คุณพ่อศรีเทพ คชนะ ประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงสวนอ่างแก้ว(เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน) บ.คำม่วงไข่ ต.โนนเปือย อ.กุดชุม จ.ยโสธร


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี (IDF1869)
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ปีใหม่แล้ว...หาไม้มงคลที่ควรปลูกในบ้าน

Posted by Gang of 4wd on 19:42 in
1ดอกดาวเรือง
ปลูกดอกดาวเรืองไว้ภายในบ้านหรือริมรั้ว เป็นมงคล เสริมชะตาชีวิตให้รุ่งเรืองเจริญก้าวหน้า สีดั่งทองคำอร่าม เหลืองเรืองรอง ก็เป็นมงคลหนุน ให้มีเงินทองเต็มบ้านสามารถตัดดอกมาบูชาพระได้อีกด้วย

2. กุหลาบ
กุหลาบเป็นต้นไม้ที่ผู้คนทั่วไปต่างรู้จักดี เพราะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากความงดงามของดอกกุหลาบนั้น ดึงดูดใจและยังมีกลิ่นหอมจับใจอีกด้วย กุหลาบเป็นต้นไม้ที่มีดอกหลายสีทั้งสีแดง สีขาว สีเหลือง สีชมพู สีแสด และสีม่วงดอกกุหลาบได้รับการขนานนามให้เป็น “ราชินีแห่งดอกไม้” เพราะมีรูปลักษณ์ และสีสันที่สวยงามจับตาของผู้พบเห็นคนโบราณเชื่อว่าหากครอบครัวใดปลูกกุหลาบ เอาไว้ภายในบริเวณบ้าน ก็จะช่วยเพิ่มความสง่างาม ละโรแมนติก
ให้แก่บรรยากาศบ้านได้เป็นอย่างดี เพราะดอกกุหลาบที่ชูช่อบานนั้น จะสวยงามโดดเด่น จนใคร ๆ ก็ต่างชื่นชมยังเชื่อกันอีกว่าหากปลูกต้นกุหลาบ สมาชิกทุกคนภายในบ้าน
ก็จะมีโชคลาภ มีชีวิตที่ดี มีความฉลาดปราดเปรื่อง มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

3. กวนอิมเงิน - กวนอิมทอง
กวนอิมเงินและกวนอิมทอง เป็นไม้ยืนต้นที่มีชื่อ ใกล้เคียงกับเทพเจ้าที่ชาวจีน และชาวไทยให้ความเคารพบูชา กันแพร่หลายทั่วไป เชื่อกันว่าต้นกวนอิมเงิน กวนอิมทองนั้น เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์
เพราะคนโบราณมักจะใช้ต้นไม้ทั้งสองชนิดนี้ มาประกอบในพิธีบูชาเทพเจ้า หรือนำมาประกอบพิธีมงคลทางศาสนาอยู่เสมอ คนโบราณกล่าวว่า ครอบครัวใดที่ปลูกต้นกวนอิมเงิน - กวนอิมทอง เอาไว้ภายในบริเวณบ้าน ก็จะช่วยดลบันดาลให้ครอบครัวนั้น มีโชคลาภเพิ่มพูนทรัพย์สินเงินทอง มีฐานะร่ำรวยยิ่งขึ้นกว่าเดิม หากทำมาค้าขายก็จะกำไรมั่งคั่งแน่นอน ต้นกวนอิมเงิน - กวนอิมทองนั้นถือว่าเป็นต้นไม้ที่ช่วยเรียกทรัพย์สินเงินทองเข้ามาภายในบ้าน ดังนั้น ผู้ปลูกและ
สมาชิกในครอบครัวจึงมีทรัพย์สมบัติใช้จ่ายกันอย่างไม่ขาดมือเลยทีเดียว

4. โกสน
โกสนเป็นไม้ยืนต้นที่ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากสีสันสวยสดของใบ และคุณสมบัติที่ช่วยเสริม
ความเป็นสิริมงคลให้กับบ้านอีกด้วยพันธุ์ของต้นโกสนที่เชื่อกันว่านิยมปลูก เป็นไม้มงคลนั้นก็มีรัตนโกสินทร์ เศรษฐีสุพรรณ เหรียญทอง ไกรทอง ทับทิมทอง หมื่นหาญ มหาราช ทองอุไรและผู้ชนะสิบทิศ โกสนเป็นต้นไม้เก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่นิยมปลูกกันในพระราชวัง และวัด เพื่อให้เกิด ความร่มเย็นเป็นสุขคำว่าโกสนนั้น มีความใกล้เคียงกับคำว่า กุศล ซึ่งหมายถึง การสร้างบุญการสร้างแต่สิ่งที่ดีงามเป็นบุญเป็นกุศล ดังนั้น ชาวไทยโบราณจึงเชื่อว่า การปลูกต้นโกสนไว้ประจำบ้าน ก็จะช่วยเพิ่มบุญบารมีให้แก่ครอบครัว สมาชิกทุกคนจะเป็นคนดีซื่อสัตย์สุจริต
ทั้งครอบครัวก็จะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข โดยปราศจากความขัดแย้งใดๆ

5.ดอกแก้ว
ต้นแก้วนั้นก็เป็นไม้มงคลอีกชนิดหนึ่ง ที่นิยมปลูกกันมาก เพราะดอกแก้วนั้นมักจะส่งกลิ่นหอมเย็น อย่างน่าชื่นใจอันเป็นเสน่ห์ของต้นไม้ชนิดนี้ แก้ว หมายถึง สิ่งที่ดีมีค่าสูงเป็นที่ยกย่อง
ยอมรับของคนทั่วไป ดังที่เรามักจะได้ยินคนโบราณ เปรียบ ของที่มีคุณค่าสูงว่าเป็น “ดั่งดวงแก้ว”
แก้ว อาจจะหมายความถึง ความใสสะอาดและความสดใสดังนั้น คนโบราณจึงเชื่อกันว่า ครอบครัวที่ปลูกต้นแก้วไว้ภายในบริเวณบ้าน สมาชิกทุกคนก็จะมีจิตใจบริสุทธิ์สะอาด เบิกบานแจ่มใสราวกับความใสของแก้วเลยทีเดียว และยังเชื่ออีกว่า การปลูกต้นแก้วนั้นจะช่วยเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้กับบ้าน เพราะคนในบ้านก็จะได้รับแต่สิ่งที่ดีงาม ประพฤติดีและได้รับการยกย่อง
จากคนทั่วไป เรายังมักจะนำดอกแก้ว ซึ่งมีกลิ่นหอมเย็นนั้นไปบูชาพระ และนำไปประกอบพิธีทางศาสนา จึงถือว่าเป็นดอกไม้ที่บริสุทธิ์ เหมาะสำหรับนำไปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพิ่มความงดงามของจิตใจได้อีกด้วย

6. กระดังงา
กระดิ่งหรือระฆังนั้นเป็นสิ่งที่ชาวไทยทุกคนรู้สึกคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะมักจะได้พบเห็นเสมอ ตามอาคารบ้านเรือน และวัดวาอารามต่างๆ กระดังงา คือ การทำให้ เกิดเสียงดังไปไกล เมื่อกระดังนั้นมีความคล้องจองกับ "กระดังงา" ชาวไทยโบราณ จึงเชื่อสืบต่อกันว่า ชื่อกระดังงานั้น มีความหมายที่ดี และยังถือได้ว่า เป็นต้นไม้ที่มีชื่อ เป็นสิริมงคลอีกชนิดหนึ่ง คนโบราณเชื่อกันว่าการปลูกต้นกระดังงา เอาไว้ภายในบริเวณบ้านนั้น จะช่วยให้สมาชิกในบ้าน รวมทั้ง วงศ์ตระกูล
มีชื่อเสียงโด่งดัง ก้องกังวานไปแสนไกล และมีลาภยศสรรเสริญผู้คนทั่วไปต่างก็รู้จัก และ นับหน้าถือตา ยังมีความเชื่ออีกว่าเสียงที่ดังนั้นมีความไพเราะ เพราะพริ้งมาก และดังก้องไปจนถึงสวรรค์ชั้นฟ้า ให้เทพบุตรเทพธิดาได้ยินเลยทีเดียวนอกจากนั้น กระดังงายังเสริมมงคลในทางเสน่ห์ คือ
จะเสริมให้คุณ มีเสนห์เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไปและมีชีวิตที่งดงามหอมนวลตลอดไป กระดังงานั้นเหมาะที่จะนำมาปลูกทางทิศตะวันออกของตัวบ้านเพราะจะช่วยเพิ่ม สิริมงคล ให้แก่ บ้านเรือน ชื่อเสียง จะขจรขจาย ไปทั่วทุกทิศทางราวกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องไปทั่วพื้นดิน

7. กล้วยไม้
ดอกไม้ที่มีรูปทรงของกลีบสวยงาม และมีมากมายหลายพันธ์อย่างเช่น กล้วยไม้ ก็จัดเป็นไม้มงคล ที่จะช่วยเสริม ในเรื่องของความมีคุณธรรม อันล้ำลึกได้อย่างมหัศจรรย์คนโบราณเชื่อกันว่าถ้าบ้านใดปลูกกล้วยไม้คนใน บ้านก็จะมีจิตใจสงบอ่อนโยน มีความสุขุมลุ่มลึก ที่ใจร้อนวู่วามก็จะเยือกเย็นลงได้ และมีความละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นและยังจะเสริมให้ดวงชะตาดีคนในบ้านจะ เป็นที่ยกย่อง
ยอมรับแก่คนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คัทลียา” จะเป็นกล้วยไม้ที่เสริมด้านเกียรติยศ และความสูงส่งได้เป็นอย่างดีนอกจาก คัทลียา แล้ว ยังมีกล้วยไม้พันธุ์ที่ช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลได้เช่นกัน คือ รองเท้านารี ฟ้ามุ่ย หวาย เอื้องกุหลาบ ช้างกระ พญาฉัททันต์ เข็มแดง แดงอุบล
และพันธุ์เสือโคร่ง

8.บานไม่รู้โรย
บานไม่รู้โรยเป็นไม้มงคลนาม ตามชื่อก็ให้มงคลอยู่แล้ว จะช่วยเสริมดวงในเรื่องความรัก ความผูกพันของคู่สามีภรรยา ปลูกบานไม่รู้โรยไว้ในบ้านหรือตามแนวรั้วจะให้มงคลในด้านความมั่นคงยั่งยืน ในรัก ปราศจากความโรยราผันแปรตลอดไป ตัดเอาดอกมาร้อยเป็นมาลัยบูชาพระได้อย่างสวยงาม

9.มะยม
คนไทยเรานิยมปลูกต้นมะยมไว้หน้าบ้าน เสริมมงคลในทางให้มีผู้คนนิยมชมชอบ เป็นที่ยกย่องยอมรับของคนทั่วไป ไม่มีผู้ใดมาคิดชิงชังเป็นศัตรู
ปัจจุบันนี้พบเห็นน้อยกว่าแต่ก่อนแต่ถ้ามีโอกาส
ก็ควรเสาะหามาปลูกเพื่อเป็นสิริมงคลแก่โชคชะตา
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การผลิตกากน้ำตาลอย่างง่าย

Posted by Gang of 4wd on 06:30 in
กากน้ำตาล(1)เรามีวิธีการผลิตกากน้ำตาลอย่างง่ายที่เกษตรกรสามารถทำเองได้
กากน้ำตาล(2)โดยใช้น้ำอ้อยสด ศึกษาการทำโทร*1677กด2/เว็บไซต์รักบ้านเกิด


กาก น้ำตาล (Molasses) เป็นของเหลวที่เป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาลทรายจากอ้อย ในขบวนการผลิตที่แยกตัวออกมาเป็นกากน้ำตาล ขี้ตะกอนและกากอ้อย ประโยชน์ของ กากน้ำตาลมีมากมายหลายอย่างเนื่องจากมีน้ำตาลและแร่ธาตุชนิดต่างๆ เป็นองค์ ประกอบ ซึ่งน้ำตาลเป็นแหล่งอาหารพลังงานที่เหมาะสมจึงมีการนำมาผสมอาหาร สัตว์ได้หลายชนิด ใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพที่มีองค์ ประกอบของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อ พืช


พ่อบุญมี ทอนมาตย์ แห่งบ้านคุ้มเหนือ เขตเทศบาลตำบลหัวช้าง อ.จตุรพักรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด เป็นครูเกษตรอีกท่านหนึ่งที่มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรมากมายไม่ว่าจะเป็น การผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ผลิตน้ำหมักชีวภาพสูตรต่างๆไว้ใช้เองและแจกจ่ายให้กับเกษตรกรในชุมชน นอกจากนี้ยังผลิตกากน้ำตาลไว้ใช้เอง ใช้สำหรับเป็นวัตถุดิบในขั้นตอนการผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพโดยไม่ต้อง ซื้อหาแต่อย่างใด โดยนำอ้อยที่ปลูกไว้บริเวณรอบๆบ้านมาทำการการหีบกลั่นออกมาให้เป็นน้ำอ้อย คั้นสดจากนั้นจะนำไปต้มฆ่าเชื้อและเคี่ยวในอุณหภูมิสูงจนกลายมาเป็นหัว น้ำตาลที่มีความเข้มข้นสูงสามารถนำไปใช้แทนกากน้ำตาลได้ โดยมีขั้นตอนและวิธีการผลิตดังนี้…

ขั้นตอนการเตรียมวัสดุอุปกรณ์
- เครื่องคั้นน้ำอ้อย ก่อนใช้ต้องล้างให้สะอาดแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง
- ภาชนะสำหรับบรรจุที่สามารถปิดฝาได้สนิท
- มีดปอกเปลือกอ้อย
- ผ้าขาวบาง และภาชนะรับน้ำอ้อย
- หม้อสำหรับต้มหรือเคี่ยวน้ำอ้อย

ขั้นตอนการเตรียมท่อนอ้อย
- นำต้นอ้อยมาตัดเป็นท่อน ความยาวพอประมาณเพื่อความสะดวกในการปอก ล้าง และนำเข้าเครื่องคั้นน้ำ ปอกเปลือกท่อนอ้อยด้วยมีดปอกให้ทั่วทั้งลำอ้อย
- นำท่อนอ้อยที่ปอกเปลือกแล้วไปล้างด้วยน้ำสะอาดแล้วทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ

ขั้นตอนการค้นน้ำอ้อยเพื่อการผลิตแทนกากน้ำตาล
- นำท่อนอ้อยที่ล้างสะอาดสะเด็ดน้ำดีแล้วเข้าเครื่องคั้นน้ำอ้อย เพื่อแยกชานอ้อยกับน้ำอ้อยออกจากกัน
- น้ำอ้อยที่ได้ควรกรองด้วยผ้าขาวบางที่สะอาด
- นำน้ำอ้อยที่ผ่านการกรองมาต้มให้เดือดแล้วเคี่ยวในอุณหภูมิสูงเพื่อให้น้ำ ระเหยออกไปประมาณ 70% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ตักเอาฟองขาวออกให้หมด หรือจะเคี่ยวต่อไปจนน้ำมีสีน้ำตาลเหนียวข้นลักษณะเช่นเดียวกับกากน้ำตาล
-หลังจากเคี่ยวจนได้ที่แล้วยกหม้อลงพักไว้ให้เย็น สามารถนำไปใช้แทนกากน้ำตาลได้เลย หรือนำไปบรรจุขวดหรือถังพลาสติกปิดฝาให้สนิทเก็บไว้ใช้งาน

การนำไปใช้งาน:
- น้ำอ้อยคั้นสดหลังจากผ่านการต้มเคี่ยวแล้วจะเป็นหัวน้ำตาลเข้มข้นสามารถนำไป ใช้แทนกากน้ำตาลได้ โดยใช้เพียง 0.5 ส่วนทดแทนกากน้ำตาล 1 ส่วน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบส่วนผสมในการผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพและผลิตอาหาร สัตว์


หมายเหตุ:
- น้ำอ้อยคั้นสดสามารถเก็บไว้นาน 4 วันหลังจากนั้นจะบูด มีรสเปรี้ยว ไม่สามารถเก็บไว้ใช้แทนกากน้ำตาลได้
- น้ำอ้อยคั้นสดที่ผ่านการต้มเคี่ยวแล้วเมื่อไม่นำมาใช้สามารถเก็บไว้ได้นาน 1 ปี โดยปิดฝาภาชนะบรรจุให้สนิท
- หากไม่มีเครื่องคั้นน้ำอ้อยสามารถซื้อน้ำอ้อยคั้นสดที่มีจำหน่ายโดยทั่วไปนำมาต้มและเคี่ยวก็ใช้ได้เช่นกัน


ขอบคุณข้อมูลจาก: ศูนย์เรียนรู้ครูเกษตร คุณพ่อบุญมี ทอนมาตย์ เลขที่ 98/1 หมู่3 บ้านคุ้มเหนือ ตำบลหัวช้าง อำเภอจตุรพักรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด หมายเลขโทรศัพท์ 089-2741921



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การเพาะถั่วงอกตัดรากในเข่ง

Posted by Gang of 4wd on 17:59 in
ถั่วงอก(1)การเพาะถั่วงอกแบบตัดรากในเข่งอีกหนึ่งวิธีการผลิตเพื่อจำหน่าย
ถั่วงอก(2)หรือเพื่อเสริมรายได้สนใจการทำโทร*1677กด2/เว็บไซต์รักบ้านเกิด

นาง วรรณา นาคเทวรรณ ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่2170/4 ถ.มะขามชุน ต.ท่า วัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ประกอบอาชีพเพาะถั่วงอกขายทำมาประมาณ 10 ปี แล้ว ที่เห็นอาชีพนี้น่าสนใจเนื่องจากเห็นว่าเป็นที่ต้องการของตลาดเลย ตัดสินใจทำเพราะการเพาะถั่วงอกไม่ว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไรก็สามารถเพาะได้ ตลอด ปัจจุบันสามารถผลิตได้ถึงวันละ 3 พัน บาท
วิธีการและขั้นตอนในการเพาะถั่วงอกมีดังนี้


เริ่มแรกก็เตรียมวัสดุดังนี้

1.เข่ง 1 ใบ
2.ขี้เลี่อย(ต้องเป็นขี้เลี่อยไม้ยางเท่านั้นเพราะถั่วงอกจะเติบโตดีถ้าขี้เลี่อยไม้ชนิดอื่นถั่วงอกจะไม่ขึ้น) 1 กิโลกรัม
3.ถั่วเขียว 2 กิโลกรัม
4.กระดาษหนังสือพิมพ์
5.ใบตอง 3 แผ่น(รองก้นเข่ง)
6.กะละมัง 1 ใบ

วิธีการเพาะ
1.เตรียมเข่งเรียบร้อยแล้วใช้ใบตองรองก้นเข่งและใช้กระดาษหนังสือพิมพ์คลุมเข่งให้รอบๆ
2.นำขี้เลี่อยใส่ในกะละมังแล้วใส่ถั่วเขียวลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน
3.แล้วเทลงไปในเข่งที่เตรียมไว้
4.หลังจากนั้นก็ทำการรดน้ำในเข่งให้ชุ่มแล้วทำการคลุมเข่งด้วยกระสอบป่านเพื่อรักษาความชื้นให้ถั่วงอกนั้นมีสีเหลืองสวย
ขั้นตอนการรดน้ำ
*การรดน้ำ
คืนที่1 รดน้ำ 1 กระถาง

คืนที่2 รดน้ำ 2 กระถาง

คืนที่3 รดน้ำ 2 กระถาง

หลังจากนั้นในเช้าวันที่ 4 ถั่วงอกก็จะงอกมาเต็มเข่งสามารถตัดขายได้เลยค่ะ


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครศรีธรรมราช

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

เทคนิคการทำไข่เค็มจากแป้งดินสอพอง

Posted by Gang of 4wd on 20:40 in
ไข่เค็ม(1)เทคนิคการทำไข่เค็มจากแป้งดินสอพองสูตรคุณทรงรัตน์ อินทสุวรรณ
ไข่เค็ม(2)เกษตรกรจากจังหวัด อุทัยธานี สนใจข้อมูลโทร * 1677 กด2

เป็นการเพิ่มมูลค่าผลที่มีในพื้นที่เพราะ มีผู้เลี้ยงเป็ดไข่หลาย ราย ทำให้มีต้นทุนที่ไม่สูงนัก และมีปริมาณความต้องการจากร้านทำขนมจำนวน มาก เป็นเทคนิคการทำไข่แดงเค็มที่ได้คุณภาพ และสามารถเก็บเอาไว้ใช้ได้นาน ค่ะ สูตรนี้เป็นของคุณทรงรัตน์ อินทสุวรรณ เกษตรกรจาก จ.อุทัยธานี



ส่วนผสมการทำไข่เค็มแป้งดินสอพอง

1.ดินสอพอง 25 กก.
2.เกลือ 12.5 กก.
3.น้ำ 10 ลิตร
4.ไข่เป็ดจำนวน 1200 ฟอง
5.โอ่ง 1 ใบ
6.กระดาษหนังสือพิมพ์
7.ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ สามารถคลุมปากโอ่งได้
ขั้นตอน และวิธีการ
-นำดินสอฟอง เกลือ และน้ำ กวนให้เป็นเนื้อเดียวกัน ในกะละมัง
-ล้างไข่เป็ดให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง แล้วนำลงชุบในดินสอพองที่เตรียมไว้
-ทำการเรียงลงในโอ่ง
-ปิดปากโอ่งด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ และทับด้วยพลาสติก มัดด้วยเชือกปอ ป้องกันลม และอากาศเข้า
-20 วันสามารถนำไปทำเป็น เป็นไข่ต้ม
-30 วัน จะได้ไข่แดงสำหรับทำขนม โดยทำการตอกใส่ภาชนะคัดเฉพาะไข่แดงออกมา ไข่แดงที่ได้จะมีคุณภาพดี เก็บโดยวิธีการแช่เย็น


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชัยนาท

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การเพาะถั่วงอกในขวดโหล

Posted by Gang of 4wd on 18:26 in
ถั่วงอก(1)เพาะในขวดโหล 1 ขวด ทานได้ 1 มื้อ ทำง่าย ปลอดภัย ไร้สารพิษ
ถั่วงอก(2)เหมาะสำหรับการเพาะทานในครัวเรือน สนใจการทำโทร *1677 กด 2 ค่ะ

การ เพาะถั่วงอกในขวดโหลเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการเพาะถั่วงอกกินเองในครอบ ครัว 1 ขวดโหลก็จะได้ถั่วงอกประมาณ 1 มื้อ อุปกรณ์ในการเพาะก็คือขวด โหล (โหลกาแฟ โหลขนม) สามารถหาได้จากขวดเก่า ๆภายในบ้าน วิธีการก็ ง่าย เด็กๆ สามารถทำได้


อุปกรณ์

1. ขวดโหลชนิดใสหรือชนิดสีชาก็ได้
2. ผ้าไนลอนหรือผ้าขาวบาง กว้าง 4 นิ้ว ยาว 5 นิ้ว
3. ถั่วเขียว 1 กำมือ

ขั้นตอน
1.ล้างถั่วเขียวด้วยน้ำสะอาด แช่ในน้ำอุ่นทิ้งให้เย็น แช่ในน้ำนั้นต่อไปทิ้งไว้ 1 คืน หรืออย่างน้อย 6 - 8 ชั่วโมง
2.หลังจากแช่ถั่วเขียวแล้ว เทถั่วเขียวใส่ขวดกาแฟ ใช้ผ้าไนลอนหรือผ้าขาวบางปิดปากขวด ใช้หนังยางรัดให้แน่นแล้วเปิดน้ำใส่ขวดให้ท่วมเมล็ดถั่วแล้วเทน้ำทิ้ง
3.วางขวดในแนวนอนในถุงกระดาษหรือในที่มืด
4.หลังจากนั้น 3 - 4 ชั่วโมง ให้นำขวดที่เพาะถั่วนี้มาให้น้ำโดยเทน้ำใส่ทางปากขวด แล้วเทน้ำทิ้ง
5.ทำตามข้อ 4 เป็นเวลา 3 วัน ในระหว่างให้น้ำแต่ละวันจะเห็นถั่วงอกค่อย ๆ โตขึ้น จนวันที่ 3 ถั่วงอกก็จะโตขึ้นแน่น ก็สามารถนำไปรับประทานได้ แล้วนำขวดโหลเปล่าและผ้าไนลอนล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งแดดให้แห้ง เพื่อใช้ในการเพาะถั่วครั้งต่อไป

แหล่งข้อมูล : คุณสมคิด จันทร์คง ตำบลบ้านป่า อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.พิษณุโลก



อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีการเพิ่มมูลค่าสินค้าการทำสบู่เหลวผสมน้ำผึ้ง

ผึ้ง(1)วิธีการเพิ่มมูลค่าสินค้าการทำสบู่เหลวผสมน้ำผึ้งไว้ใช้ในครัวเรือน
ผึ้ง(2)สนใจข้อมูลและวิธีการทำ โทร * 1677 กด 2

เทคนิคและวิธีการทำสบู่เหลวน้ำผึ้ง เป็นสูตรและวิธีการที่ คุณ สมชาย มั่นดี เกษตรกรผู้เลี้ยงและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ได้ทำการ คิดค้นและทดลองจนประสบความสำเร็จ หลังจากที่ได้ทดลองทำหลาย ๆ ครั้ง จน แน่ใจว่าเป็นสูตรที่ดีและมีประสิทธิภาพ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว คุณสม ชาย จึงได้นำสูตรและวิธีการทำ มาเผยแพร่ให้กับกลุ่มแม่บ้านของหมู่บ้าน เกษตรกรก้าวหน้า ม.14 ต.ซับสนุ่น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้ทำการแปร รูปผลิตภัณฑ์ จากผึ้ง ที่มีการเลี้ยงกันเอง ของคนในชุมชน เพื่อเพิ่มราย ได้ให้กับเกษตรกร และชาวบ้าน ซึ่งเรียกว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับ เกษตรกรและคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี




เทคนิคและวิธีการทำสบู่เหลวน้ำผึ้ง
ส่วนผสม

1. หัวเชื้อสบู่เหลว 1 กิโลกรัม (หาซื้อได้ตามร้านขายเคมีภัณฑ์ทั่วไป)
2. มะขาม 100 กรัม
3. น้ำผึ้ง 100 กรัม
4. ผงข้น 150 กรัม (หาซื้อได้ตามร้านขายเคมีภัณฑ์ทั่วไป)
5. ขมิ้นสด 10-20 กรัม
6. น้ำเปล่า 12 กิโลกรัม
ขั้นตอนการทำ
1. นำน้ำเปล่า มะขาม ขมิ้น ตั้งไฟ ต้มให้เดือดประมาณ 1 นาที
2. หลังจากนั้นยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง ทิ้งไว้ให้อุ่น
3. ทำการใส่หัวเชื้อสบู่ น้ำผึ้ง คนให้ละลาย แล้วรอให้ส่วนผสมเย็นจึงใส่ผงข้นลงไปทีละน้อยค่อย ๆ คนจนได้ความหนืดตามความต้องการ(หากเกิดฟองมากให้ตั้งทิ้งไว้ฟองจะยุบเอง)
4. วัดความเป็นกรด-ด่าง ของสบู่เหลว โดยการนำสบู่ มาทำการละลายในน้ำ แล้วใช้กระดาษลิสมัส หรือ กระดาษวัดกรดด่าง ซึ่งมีจำหน่ายตามร้านเคมีภัณฑ์ทั่วไป ลักษณะของกระดาษลิสมัส ใน 1 เส้น จะมี 2 สี คือสีแดง และสีน้ำเงิน และถ้านำไปวัดค่า ph ของสบู่ให้ใช้ด้านสีน้ำเงินในการวัด โดยสังเกตว่า กระดาษจะกลายเป็นสีเขียวอ่อนๆหรือเขียวอมเหลือง แสดงว่า จะได้ค่า ph ตามต้องการ ซึ่งในการทำสบู่เหลวนั้น ค่า ph ควรอยู่ระหว่าง 5.5 – 6.0 เท่านั้น (ให้อ่อนกว่า ph ของผิว) หาก ph เป็นด่าง หรือสูงกว่าที่ต้องการให้เติมกรด โดยใช้ มะนาว ลงไปทีละน้อยคนให้เป็นเนื้อเดียวกันจนกระทั่งได้ ph ที่ต้องการแล้วบรรจุขวด

** แค่วิธีการง่าย ๆ ดังกล่าวก็จะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์สบู่เหลวน้ำผึ้งที่จะช่วยให้ผิวมีสุขภาพที่ดี เนียนนุ่มและมีความชุ่มชื้นที่สำคัญสามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว

โดย : คุณสมชาย มั่นดี เกษตรกรผู้เลี้ยงและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้ง
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

เทคนิคการทำสาว"ผักหวานป่า"อายุ 2 ปีขึ้นไป

Posted by Gang of 4wd on 18:46 in
ผักหวานป่า(1)การทำให้เป็นทรงพุ่มเลือกต้นที่แก่จัดตัดต้นทิ้งเหลือแต่ราก
ผักหวานป่า(2)ใส่ปุ๋ยคอก15กก.รดน้ำเป็นประจำ 3-4เดือนจะแทงต้นขึ้นเป็นพุ่ม

ผัก หวานป่า เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ต้นที่โตเต็มที่อาจสูงถึง 13 เมดร แค่ที่พบ โดยทั่วไปมักมีลักษะเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบของผักหวานป่าเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน ใบอ่อนรูปร่างแคบรี ปลายใบแหลม สีเขียวอมเหลือง ใบแก่เต็มที่ รูปร่างรีกว้าง ถึงรูปไข่หรือรูปไข่กลับ ใบสีเขียวเข้ม เนื้อใบกรอบ ขอบใบ เรียบ ปลายใบมน และเกิดตามกิ่งแก่ หรือตามลำต้นที่ใบร่วงแล้ว และผักหวานป่า เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วไป และแหล่งผักหวานป่าที่สำคัญก็คือ อำเภอ บ้านหมอ จังหวัดสระบุรี สำหรับผู้ใหญ่รับ พรหมมา เกษตรกรผู้มีความเชี่ยวชาญ ด้านเกษตรสวนผักหวานป่าปลอดสารพิษ ได้แนะนำเทคนิคในการจัดการกับต้นผักหวาน ป่าที่เป็นต้นเดียวให้มีลักษณะเป็นทรงพุ่ม และสามารถเก็บผลผลิตได้มาก ขึ้น ดังนี้


สำหรับเทคนิคการทำให้ต้นผักหวานป่าให้เป็นทรงพุ่ม ผู้ใหญ่รับ พรหมมา เกษตรกรผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเกษตรสวนผักหวานป่าปลอดสารพิษ ได้แนะนำว่า

1. เริ่มจากการเลือกต้นผักหวานป่าที่แก่จัด หรืออายุ 2 ปีขึ้นไป เพื่อให้รากผักหวานป่ามีความแข็งแรง
2. ให้ตัดต้นผักหวานต้นเก่าทิ้งไป ให้เหลือแต่รากของผักหวานป่าไว้ และบริเวณหลุมที่ขุดต้นผักหวานป่านั้น ให้บำรุง โดยการใส่ปุ๋ยคอก ในปริมาณ 15 กิโลกรัม คลุกเคล้ากับดินในหลุม แล้วรดน้ำตามเป็นประจำ
3. หลังจากนั้น ประมาณ 3-4 เดือน ก็จะเห็นว่าต้นผักหวานป่าเริ่มแทงต้นขึ้นมาเป็นทรงพุ่มสวย สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว (ตามภาพ) และหลังจากนั้นประมาณ 1 ปี เกษตรกรก็สามารถเก็บยอดผักหวานป่าเพื่อนำไปบริโภคหรือจำหน่ายได้
โดย : ผู้ใหญ่รับ พรหมมา เกษตรกรผู้มี ความเชี่ยวชาญด้านการทำสวนผักหวานป่าปลอดสารพิษ จังหวัดสระบุรี

ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีการทำปุ๋ยหมักจากขี้ไส้เดือน

Posted by Gang of 4wd on 18:55 in
ไส้เดือน(1)วิธีการทำปุ๋ยหมักจากขี้ไส้เดือนประโยชน์สองชันจากการเลี้ยง
ไส้เดือน(2) เกษตรกรท่านใดสนใจวิธีการทำปุ๋ยหมักขี้ไส้เดือน โทร *1677 กด2

ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินมีส่วนประกอบของกรดฮิวมิคซึ่งเป็นตัวกักเก็บ ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชหลาย ชนิด เช่น ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) เหล็ก (Fe) และทอง แดง (Cu) ซึ่งธาตุอาหารเหล่านี้จะถูกเก็บอยู่ในโมเลกุลของกรดฮิวมิค อยู่ใน รูปพร้อมใช้ และจะถูกปลดปล่อยออกมาเมื่อพืชต้องการ วันนี้ขอแนะนำวิธีการ เลี้ยงไส้เดือนดิน เพื่อทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ เป็นวิธีการง่ายๆของ อ.รัทน่า ทา ปา (ชาวเนปาล) อ.ประจำมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย


วิธีทำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

วัสดุอุปกรณ์
1.กล่องพลาสติกเจาะรูระบายน้ำ 1 รู รูระบายอากาศ รอบๆกล่องไม่จำกัดขนาด 1 กล่อง
2.เศษกระดาษ 2 ขีด
3.เศษพืชผักผลไม้ 1-2 กิโลกรัม
4.ขี้วัว 1 กิโลกรัม
5.ดิน 1 กิโลกรัม
วิธีทำ
1.ฉีกเศษกระดาษรองก้นกล่องพลาสติก
2.รองด้วยเศษผักผลไม้
3.เทดินและขี้วัวลงกล่องเกลี่ยให้ทั่ว
4.ราดน้ำให้พอชุ่ม
5.ทิ้งไว้ประมาณ 3 สัปดาห์
6.ปล่อยไส้เดือนลงไปจำนวน 200-300 ตัว
จากนั้นเติมเศษผักผลไม้ และ รดน้ำให้ทั่วให้สัปดาห์ละครั้ง ใช้ระยะเวลาย่อยสลาย 3 เดือน ก็นำปุ๋ยหมักไส้เดือนดินมาคัดแยกเอาปุ๋ย
วิธีการคัดแยก
นำปุ๋ยหมักไส้เดือนดินมากองไว้บนผ้าใบ แล้วเกลี่ยออกมาทีละน้อย แล้วนำไส้เดือนที่ติดมาด้วยคัดแยกใส่กล่อง ส่วนปุ๋ยหมักนำไปร่อนกับตะแกรง ทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 1 วัน ห้ามโดนแสงแดด

ที่มา : อ.รัทน่า ทาปา อ.ประจำมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจ.เชียงราย โทร.086-9217808
ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา

Posted by Gang of 4wd on 18:23 in

ผักตบชวา(1)ทำเป็นปุ๋ยหมักช่วยปรับสภาพดินเหนียวให้ร่วนซุยไถคราดง่าย
ผักตบชวา(2)ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้ดินและเป็นการกำจัดวัชพืชได้อีกทางหนึ่ง


ผัก ตบชวา เป็นพืชน้ำ (วัชพืช) ที่มีธาตุโปแตสเซียม เป็นจำนวนมาก และธาตุ ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสพอสมควร ขึ้นอยู่กับสภาพของน้ำที่ขึ้น และเมื่อนำผัก ตบชวามาทำเป็นปุ๋ย จะเป็นการเพิ่มมูลค่าของผักตบชวาให้มีองค์ประกอบ ธาตุ อาหารหลักครบ คือ ไนโตรเจน 2.05% ฟอสฟอรัส 1.1% โปแตสเซียม 2.5% ธาตุทั้ง สามอย่างนี้จำเป็นแก่การเจริญเติบโตของพืชทุกชนิดในดิน ป้องกันไม่ให้วัชพืช ขึ้น และเมื่อสลายตัวก็กลายเป็นอินทรียวัตถุและปุ๋ยให้แก่พืชปลูก



วัตถุดิบ

1.ผักตบชวา 100 ส่วน
2.มูลสัตว์ 10 ส่วน
3.น้ำ (ตามความเหมาะสม)

วิธีทำ
นำผักตบชวาที่เอาขึ้นจากน้ำ นำมากองเป็นชั้น ๆ ประกอบผักตบชวา สูงประมาณ 30-40 ซม. จากนั้นนำใส่บัวรดน้ำ มารดพอเปียก แล้วใช้เท้าย่ำ โรยทับด้วยมูลสัตว์ ทำซ้ำกันประมาณ 3 ชั้น (แต่ละกองจะทำประมาณ 3 ชั้น) จากนั้นนำกระสอบป่านมาคลุมไว้ หมักทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน ระหว่างหมัก ควรกลับกองปุ๋ยหมักทุกๆ 15 วัน โดยเอาส่วนบนลงล่างและส่วนล่างขึ้นบน กลับกองปุ๋ยหมักประมาณ 2 ครั้ง จากนั้นก็ปล่อยให้ค่อยๆ กลายเป็นปุ๋ยหมัก ซึ่งจะมีสีดำคล้ำ ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้นอกจากนำไปทำปุ๋ยหมักแล้ว ยังสามารถนำผักตบชวามาทำวัสดุคลุมดิน โดยนำผักตบชวาที่เอาขึ้นจากน้ำไปคลุมดิน เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ในดิน ป้องกันไม่ให้วัชพืชขึ้น และเมื่อสลายตัว ก็กลายเป็นอินทรียวัตถุและปุ๋ยให้แก่พืชปลูก

ประโยชน์/การนำไปใช้
สามารถใช้ได้ในปริมาณมากน้อย ตามความเหมาะสม เพราะใช้ในปริมาณมากก็ไม่เกิดผลเสียต่อพืช
1.ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
2.ช่วยเปลี่ยนสภาพของดินจากดินเหนียวหรือดินทรายให้เป็นดินร่วนทำให้สะดวกในการไถพรวน
3.ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดีขึ้น
4.ทำให้การถ่ายเทอากาศในดินได้ดี
5.ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยเคมีและสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้
6.ช่วยกระตุ้นให้ธาตุอาหารพืชบางอย่างในดินที่ละลายน้ำยากให้ละลายน้ำง่ายเป็นอาหารแก่พืชได้ดีขึ้น
7.ไม่เป็นอันตรายต่อดินแม้จะใช้ในปริมาณมาก ๆ ติดต่อกันนาน ๆ
8.เป็นการนำวัชพืชน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์




ที่มา :ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ปุ๋ยหมักปรับสภาพดินลูกรัง

Posted by Gang of 4wd on 17:39 in
ปุ๋ย(1)สูตรปรับสภาพดินลูกรังให้เพาะปลูกได้อีกครั้งของคุณ สุรชัย บุญคง
ปุ๋ย(2)ผู้คิดค้นทดลองใช้จนประสบความสำเร็จศึกษาการทำได้บนเว็บรักบ้านเกิด

ใน พื้นที่การเกษตรของเกษตรกรหลายท่าน อาจจะเป็นพื้นที่ที่แตกต่างกันไป ไม่ ว่าจะเป็นดินร่วน ดินเหนียว ดินดำ ฯลฯ ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ของ พื้นที่นั้น ๆ แต่ในส่วนของคุณสุรชัย บุญคง เกษตรกรผู้ทำไร่นาสวนผสม ผสาน ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีนั้น พื้นที่ของคุณสุรชัย จะเป็น พื้นที่ดินลูกรัง เป็นพื้นที่ที่หลาย ๆ คนคิดว่าไม่น่าจะปลูกอะไร ได้ แต่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าว ของคุณสุรชัย สามารถทำการเกษตรได้เป็น อย่างดี เนื่องจากคุณสุรชัย ได้ทำการคิดค้นและทดลองการใช้ปุ๋ยหมักเพื่อ ปรับสภาพพื้นที่ดินลูกรังให้สามารถทำการเพาะปลูกได้ จนเป็นผลสำเร็จ และ สามารถปลูกพืชได้ดีมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีวิธีการและรายละเอียดในการทำปุ๋ย หมักปรับสภาพดินดังนี้


วัสดุอุปกรณ์


1.ถั่วพร้า(ทั้งต้นทั้งรากและผล) 1 ตัน
2.มูลแพะ 10 กระสอบ (กระสอบละ 25 กิโลกรัม)
3.โดโลไมท์ (ปูนมาร์ล) 10 กระสอบ (กระสอบละ 25 กิโลกรัม)
4.พด.7 1 ซอง

วิธีการทำ
ในการทำปุ๋ยหมักนั้น คุณสุรชัย จะทำการผสมส่วนผสมทั้งหมด เป็นชั้น ๆ ดังนี้
1.ชั้นล่างสุด ให้รองพื้นของกองปุ๋ยหมักด้วย ถั่วพร้า ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่เตรียมไว้
2.ชั้นที่ 2 ให้นำ พด.7 จำนวน ครึ่งซอง ไปละลายน้ำคนให้เข้ากัน แล้วนำไปราดให้ทั่วกอง
3.จากนั้น ให้นำโดโลไมท์ หรือปูนมาร์ล ที่เตรียมไว้ มาใส่โรยทับให้ชั้นถัดมา
4.นำถั่วพร้าอีกครึ่งหนึ่งที่เหลืออยู่ ใส่ลงไป
5.หลังจากนั้น ให้นำขี้แพะทั้งหมดที่เตรียมไว้ มาเทลงไปในชั้นถัดมา
6.ชั้นสุดท้ายให้ราดน้ำ ละลาย พด.7 ที่เหลือราดลงไปให้ทั่ว แล้วให้หาวัสดุจำพวกผ้าใบ หรือสังกะสี ปิดคลุมไว้ หมักไว้ประมาณ 3 เดือน ก็สามารถนำปุ๋ยหมักไปใช้ประโยชน์ได้ (ยิ่งหมักนานยิ่งดี)

วิธีการใช้
ให้นำปุ๋ยหมักที่ได้ ไปหว่านให้ทั่วพื้นที่แปลงปลูก ในช่วงการเตรียมดิน ในปริมาณ 100 กิโลกรัมต่อไร่
** ในการหมักนั้น แนะนำให้ทำการหมักในที่ร่ม หรือในสวนผลไม้ อย่างเช่นสวนมะม่วงก็ได้ เพื่อความสะดวกให้การใช้งาน และที่สำคัญ เศษปุ๋ยที่เหลือจะช่วยในการบำรุง หรือปรับสภาพแปลงปลูกของเราได้อีกด้วย


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีการเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวในนา

Posted by Gang of 4wd on 18:53 in
ข้าว(1)วิธีการเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวในนาได้ประโยชน์มากมายใช้ในครัวเรือน
ข้าว(2)ด้วยการนำมาผลิตสบู่จากใบข้าววิธีการทำไม่ยุ่งยากโทร* 1677 กด 2

ข้าว ไร่พันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดชุมพรมีอยู่หลากหลายพันธุ์ นอก จากชาวบ้านในพื้นที่จะปลูกไว้สำหรับบริโภคแล้ว ทางสถาบันเทคโนโลยีพระ จอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพร สาขาวิชาพืชสวน ยังได้มีการนำ มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าได้ด้วย อาทิ การทำน้ำ ข้าวกล้อง นอกจากนี้ยังนำส่วนประกอบของข้าวไร่พันธุ์พื้นเมืองมาทำเป็นสบู่ เพื่อใช้ภายในครัวเรือน ซึ่งมีวิธีการทำง่ายๆ ซึ่งสามารถทำได้เอง ดังนี้




ส่วนประกอบในการทำสบู่ใบข้าว
1.เบสกลีเซอรีนแท่ง จำนวน 500 กรัม
2.แอลกอฮอล์ 10 % จำนวน 50 มิลลิลิตร
3.น้ำสกัดจากใบข้าว จำนวน 50 มิลลิลิตร

วิธีการทำน้ำสกัดจากใบข้าว :
1.นำน้ำใส่ในหม้อประมาณ 2 ลิตร
2.จากนั้นนำใบข้าวมาหั่นประมาณ 1 กก. ใส่ลงไปต้มนานประมาณ 10-15 นาที หรือสังเกตจากกลิ่นหอมที่โชยออกมา
3.ตั้งพักไว้ให้เย็น จากนั้นนำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำสกัดจากใบข้าว

วิธีการทำสบู่ใบข้าว :
1.ตั้งหม้อสแตนเลสบนเตาไฟ ใส่แอลกอฮอล์ 10% ลงไปในหม้อ
2.จากนั้นนำเบสกลีเซอรีนแท่งโดยตัดเป็นชิ้นๆใส่ตามลงไป ใช้ไฟอ่อนๆ ประมาณ 40-50 องศาเซลเซียส คนจนเบสละลายและมีลักษณะใส
3.ตั้งพักส่วนผสมที่ได้ให้อุ่น แล้วค่อยใส่น้ำสกัดจากใบข้าวลงไป ผสมให้เข้ากัน ตั้งบนไฟอีกครั้งคนจนส่วนผสมมีลักษณะใสอีกครั้ง
4.เมื่อส่วนผสมอุ่นๆ ให้เทส่วนผสมที่ได้ใส่พิมพ์หรือถาดที่เตรียมไว้ จากนั้นให้ตัดสบู่เป็นก้อนๆ ตามขนาดที่ต้องการ

ประโยชน์ : จะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่น (เบสกลีเซอรีน) และเนียนนุ่ม (วิตามินในใบข้าว) เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้สารเคมี


ที่มา : ผู้ช่วย ศ.ดร.นาตยา มนตรี อ.ประจำภาควิชาสาขาพืชสวน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพร
ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชุมพร

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

เครื่องดูดแมลงในสวนผลไม้

Posted by Gang of 4wd on 18:31 in
เครื่องดูดแมลง(1)ผลงานประดิษฐ์ของลุงเอี่ยมสูน โชติศรีลือชา เกษตรกรจ.ตราด
เครื่องดูดแมลง(2)ช่วยกำจัดแมลงในสวนผลไม้ได้อย่างดีสนใจการทำโทร*1677กด2

ด้วย ปัญหาแมลงในสวนผลไม้ที่เกษตรกรพบเจอ ซึ่งเกษตรกรหลายท่านก็มีวิธีแก้ปัญหา ที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป อย่างลุงเอี่ยมสูน โชติศรีลือชา เกษตรกรจังหวัด ตราด ผู้ที่เคยได้รับรางวัลเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2551 ซึ่งมี ความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับเรื่องทำสวนผลไม้ ได้คิดประดิษฐ์เครื่องดูดแมลง ขึ้นเพื่อนำมาใช้ในสวนผลไม้ ซึ่งลงทุนไม่สูงแต่ก็สามารถใช้ได้ผลดีและยัง สามารถเก็บแมลงที่เครื่องดูดนั้นไปให้ปลาในบ่อได้อีกด้วย



อุปกรณ์
1.พัดลมดูดอากาศ
2.แผ่นอลูมิเนียม
3.หลอดไฟสีม่วง (สำหรับล่อแมลง)
4.ตาข่าย
5.โครงเหล็ก






วิธีการทำ
1.สร้างโครงเป็นโรงเรือนขนาด ความกว้าง 1 เมตร ความสูง 2 เมตร โดยมีหลังคา
2.นำแผ่นอลูมิเนียมมาทำเป็น สี่เหลี่ยมทรงกรวย แล้วเชื่อมให้ยึดติดกับโรงเรือนโดยให้ด้านที่แคบอยู่ด้านล่าง
3.นำพัดลมดูดอากาศมาเชื่อมต่อด้านบนของอลูมิเนียมรูปทรงกรวย โดยวางพัดลมคว่ำลง
4.ติดไฟหลอดสีม่วงไว้ใต้หลังคา ของโรงเรือน
5.หลังจากนั้นนำตาข่ายที่เย็บทำเป็นกระสอบมาสวมเข้ากับด้านล่างสี่เหลี่ยมทรงกรวย เพื่อให้แมลงที่ถูกดูดตกลงไป
6.ต่อไฟให้เรียบร้อย

วิธีการใช้
นำเครื่องดังกล่าวไปไว้ในบริเวณสวนที่มีแมลงเยอะๆ แล้วเปิดพัดลมดูดอากาศ และเปิดไฟสีม่วง
ล่อแมลง พอมีแมลงมาตอมไฟ แมลงก็จะถูกดูดด้วยพัดลมดูดอากาศแล้วตกลงไปในตาข่ายที่ผูกติดกับสี่เหลี่ยมทรงกรวย


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
นายเอี่ยมสูน โชติศรีลือชา
เบอร์ติดต่อ 087-033-3748


ที่มา:ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.จันทบุรี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีป้องกันข้าวสารชื้น,เหม็นหืน

Posted by Gang of 4wd on 20:26 in
ข้าว(1)วิธีป้องกันข้าวสารชื้น,เหม็นหืน,เป็นมอดนำข้าวสารที่มีอยู่มาคั่ว
ข้าว(2)บนกระทะที่ตั้งไฟให้ข้าวสารพอร้อนยกลงทิ้งให้เย็นเก็บใส่ภาชนะปิดฝา



เกษตรกรผู้แปรรูปข้าวสารจำหน่าย หรือ เก็บไว้ทานนานๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวเหนียว ข้าวจ้าว มักประสบ ปัญหาข้าวชื้น ข้าวเป็นมอด มีกลิ่นหืน ซึ่ง ต้องถือว่าเป็นข้าวเสียไม่มีคุณภาพ จำเป็นต้องเก็บคืน หรือ ทำลาย ทิ้ง วันนี้คุณจินดา ชัยมงคล เจ้าของผลิตภัณฑ์ข้าวซ้อมมือยายซิพ ได้ค้นพบ วิธีการยืดอายุข้าวสารให้อยู่ได้นานถึง 3 เดือน โดยไม่ส่งผลให้เสีย กลิ่น และ รสชาติของข้าวแต่ประการใด วิธีการนี้เรียกว่า “ข้าวคั่ว สะดุ้ง” สามารถยืดอายุจากปกติ 1 5 วันถึง 1 เดือน เมื่อคั่วสะดุ้งแล้วจะ เก็บได้ถึง 3 เดือน



อุปกรณ์
1. กะทะ
2. ไม้พาย
วิธีทำ
นำข้าวสารไปคั่วด้วยไฟร้อนๆ ใช้ไม้พายกวนให้ข้าวสารได้รับความร้อนให้ทั่ว
ใช้มือจับดูเมื่อรู้สึกร้อนให้รีบยกออก ตักใส่ภาชนะทิ้งไว้ให้เย็น แล้วบรรจุถุงปิดสนิทไม่ให้อากาศเข้า วิธีนี้จะไม่ทำให้รสชาติ กลิ่นข้าวเปลี่ยนแปลงแต่ประการใด



ที่มาภูมิปัญญา : คุณจินดา ชัยมงคล บ้านสันมะแฟน ต.ธารทอง อ.พาน จ.เชียงราย 081-3879401
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย
อ่านต่อกดจ๊ะ......