0

การผลิตน้ำส้มควันไม้สมุนไพร

Posted by Gang of 4wd on 17:52 in
น้ำส้มควันไม้(1)ในขบวนการผลิตหากมีการเพิ่มสมุนไพรเช่นตระไคร้หอมเข้าไป
น้ำส้มควันไม้(2)จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนำมาใช้กำจัดแมลงได้ดียิ่งขึ้น


น้ำ ส้มควันไม้มีสารประกอบเป็นกรดอะซิติก มีความเป็นกรดต่ำ มีสีน้ำตาลออกดำและ มีสารประกอบอื่นๆ อีกมาก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างมาก มาย เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช สารไล่แมลง และสารเร่งการ เติบโตของพืช เกษตรกรสามารถนำไปฉีดพืช ต้นข้าว ได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ยังนำไปใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมได้อีกด้วย



ในขบวนการผลิตน้ำส้มควันไม้สมุนไพรของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงแห่งบ้าน ตระกวน ม.3 ต.พิงพวย อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ เป็นวิธีการกลั่นเอาน้ำส้มควันไม้ซึ่งได้จากการเผาแกลบและพืชสมุนไพร ทำง่าย ใช้เวลาในการเผาถ่านแกลบสั้น ใช้แรงงานเพียงคนเดียว ไม่ต้องใช้คนเฝ้า โดยควบคุมอากาศให้เผาไหม้ได้ตามต้องการ การเผาถ่านเกิดเป็นขี้เถ้าน้อย ถ่านที่ได้มีปริมาณน้ำมันดินทาร์น้อย ได้ปริมาณน้ำส้มควันไม้ในปริมาณที่สูงถึง 80%

**วัสดุ/อุปกรณ์**
1.ถังน้ำมันเก่าขนาด 200 ลิตร

2.แกลบดิบ 2 กระสอบปุ๋ย

3.ตะไคร้หอม 5-10 กิโลกรัม

4.ขวดน้ำพลาสติก 2 ขวด

5.ถังพลาสติกสำหรับเก็บเอาน้ำส้มควันไม้


**ขั้นตอนและวิธีการผลิตน้ำส้มควันไม้**
1.ดัดแปลงถังน้ำมันเก่า 200 ลิตรโดยต่อท่อออกมาด้านนอกความสูงระดับ 90% ของตัวถังเป็นรูปตัวT ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-4 นิ้ว โดยด้านบนจะเป็นปล่องควันและด้านล่างเป็นบริเวณที่ให้น้ำส้มควันไม้หยดออกมา ส่วนฝาปิดถังก็ต่อท่อออกมาเช่นกันความสูงประมาณ 20 เซนติเมตร จากนั้นเจาะรูด้วนสว่านข้างถังทั้ง 3 ด้านเส้นผ่าศูนย์กลาง ¾ นิ้ว(3หุน) สูงจากพื้นด้านล่างประมาณ 20 เซนติเมตรเพื่อระบายอากาศ

2.ถังขนาด 200 ลิตรจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ56 เซนติเมตร สูง 89 เซนติเมตร จะแบ่งใส่วัตถุดิบออกเป็นชั้นๆ ดังนี้
-ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 3 ใส่แกลบดิบความสูงประมาณ 25 เซนติเมตร
-ชั้นที่ 2 และชั้นที่ 4 ใส่ตะไคร้หอมความสูงประมาณ 5 เซนติเมตร
-ชั้นที่ 5 เป็นชั้นสุดท้ายให้เทแกลบดิบใส่ลงไปในถังให้เต็ม

3.จุดไฟเผาแกลบและปิดฝาถังโดยปล่อยให้ควันลอยออกมาทางปล่องควันที่ต่อออกมา ประมาณ 1 ชั่วโมง สังเกตลักษณะของควันที่เผาไหม้ว่าอยู่ในระดับที่จะสามารถกลั่นออกมาเป็นน้ำ ส้มควันไม้ได้หรือไม่โดยสังเกตจากช่วงที่ควันมีสีขาวขุ่น อุณหภูมิปากปล่องระหว่าง 80-150 องศาเซลเซียส เป็นช่วงที่ผลผลิตจะมีคุณภาพดีที่สุด

4.ทำการปิดปากปล่องควันด้านบนโดยใช้ขวดพลาสติกบรรจุน้ำเปล่าปิดรูไว้ทั้ง 2 ปล่อง ควันที่ร้อนภายในเมื่อกระทบความเย็นจะเริ่มควบแน่นประมาณ 10 นาที จากนั่นกลั่นตัวออกมาเป็นหยดน้ำไหลออกมาทางด้านล่างของปล่องควันจะได้น้ำส้ม ควันไม้สมุนไพรบริสุทธิ์โดยใช้เวลาเผาไหม้ทั้งหมด 1 วันกับอีก 1 คืน

5.ปริมาณของวัตถุดิบสามารถผลิตน้ำส้มควันไม้ได้ 15 ลิตร ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาเฉพาะน้ำส้มควันไม้เก็บไว้ใช้งานต่อไปได้

**การนำไปใช้งาน**
1.ด้านการเกษตร

-การป้องกันโรครากและโคนเน่าจากเชื้อรา โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1:100 ฉีดพ่นลงดินก่อนการปลูกพืช 15 วัน

-เร่งการเจริญเติบโตและกระตุ้นความต้านทานโรค โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1: 200 ราดโคนต้นทุก 7-15 วัน

-การป้องกันศัตรูพืช ขับไล่แมลงทุกชนิดและเชื้อรา โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1: 200 ฉีดพ่นที่ใบทุก 7-15 วัน

-ช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาลของพืช(ช่วยให้พืชผักและผลไม้มีรสหวาน) โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1: 500 ฉีดพ่นที่ผลอ่อนหลังติดผลแล้ว 15 วัน และพ่นอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยว 20 วัน

-ป้องกันมดและแมลง โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1:20 หรือเข้มข้น ราดหรือพ่นบริเวณที่มี

-แก้โรคเชื้อราในยางพารา โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1:20 ทาที่หน้ายางพารา

2.ด้านปศุสัตว์และสิ่งแวดล้อม

-ขับไล่เห็บหมัด รักษาโรคเรื้อนของสัตว์ โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 นำไปฉีดพ่นที่ตัวสัตว์สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

-กำจัดกลิ่นและขับไล่แมลงในคอกสัตว์ โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1: 100 ราดพื้นคอกสัตว์ทุก 7 วัน

-กำจัดกลิ่นขยะและป้องกันไม่ให้แมลงวางไข่ โดยผสมน้ำในอัตราส่วน 1:100 ราดหรือพ่นกองขยะ

ข้อควรระวังในการ ใช้น้ำส้มควันไม้
1.ก่อนนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องทิ้งไว้ในที่ร่มเพื่อให้ตกตะกอนอย่างน้อย 3 เดือน
2.เนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูง ระวังอย่าให้เข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้
3.น้ำส้มควันไม้เป็นตัวเร่งปฎิกิริยาของพืช การนำไปใช้ทางการเกษตรจะเป็นตัวเสริมประสิทธิภาพ
ให้กับพืชแต่ไม่สามารถใช้แทนปุ๋ยได้
4.การใช้เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงในดิน ควรทำก่อนเพาะปลูกอย่างน้อย 10 วัน
5.การนำน้ำส้มควันไม้ไปใช้ต้องผสมน้ำให้เจือจางตามความเหมาะสมที่จะนำไปใช้
6.การฉีดพ่นน้ำส้มควันไม้ เพื่อให้ดอกติดผล ควรพ่นก่อนที่ดอกจะบาน หากฉีดพ่นหลังจากดอกบานแมลงจะไม่เข้ามาผสมเกสร เพราะกลิ่นฉุนของน้ำส้มควันไม้และดอกจะร่วงง่าย


*************************************************************************
ขอบคุณข้อมูลจาก : คุณวุฒิชัย สัตพันธุ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่3 บ้านตระกวน ต.พิงพวย อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ รางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี (IDF3553)

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ปุ๋ยบำรุงข้าวสูตร 2 พลัง

Posted by Gang of 4wd on 17:50 in
ข้าว(1)สูตรปุ๋ย 2 พลัง 1.เร่งการเจริญเติบโตการแตกกอต้นข้าว
ข้าว(2)2.ป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดในนาข้าว สนใจโทร * 1677 กด 2

จากประสบการณ์การทำนามากว่าค่อนชีวิตของคุณพ่อถิน สีท้าว เกษตรกร บ้านนาทอง ต.นาทอง อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ได้นำประสบการณ์มาปรับใช้ในการทำ นาเพื่อที่ลดต้นทุนเพิ่มรายได้ในพื้นที่โดยการทำปุ๋ยสูตร์ 2 ผลังที่สามารถ เพิ่มปริมาณจุรินทรีย์ในดินเพื่อที่จะย่อยสลายธาตุอาหารให้พืชได้นำไปใช้ได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังได้นำพืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการป้องกัน และกำจัดแมลงในนาข้าวมาเป็นส่วนผสมในการทำปุ๋ยหมักสูตร 2 ผลัง ชึ่งมีส่วน ผสมดังนี้


วัสดุ

1.ใบก้ามปู 3 กก.
2.ใบหม่อน 3 กก.
3.ใบสะเดา 1 กก.
4.ใบตะไคร้หอม 1 กก.
5.ฝักคูณแก่ 1 กก.
6.เครือบรเพชร 1 กก.
7.ยาฉุน 2 ขีด
8.น้ำชาวข้าว(ใส่พอท่วม)
9.กากน้ำตาล 1.5 ลิตร
10.ถังหมัก
ขั้นตอนการทำ
นำส่วนผสมตามข้อ 1-7 มาหมักรวมกันในถังหมักที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นเทกากน้ำตาลตามลงไป แล้วตามด้วยน้ำชาวข้าวใส่พอท่วมวัสดุในถังหมัก พอครบทุงอย่างคนให้เข้ากันแล้วปิดผาถังหมักทิ้งไว้ 1 เดือน พอครบ 1 เดือนกรองเอาแต่น้ำไปฉีดพ่นในนาข้าว น้ำหมักที่ได้จาก ใบก้ามปู และใบหม่อน จะปุ๋ยทางใบให้ต้นข้าวมีใบสีเขียวมีการเจริญเติบได้ดี
ในส่วนผสมของพืชสมุนไพรจะช่วยป้องกันโรคแมลงในนาข้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว เพี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่สร้างปัญหาให้กับเกษตรถ้าใช้ปุ๋ยน้ำหมักสูตร 2 พลังหมดปัญหาไปสองอย่าง
อัตราส่วนที่ใช้
ปุ๋ยน้ำหมัก 1 ลิตรผสมกับน้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดพ่นในนาข้าวจะช่วยในเร่งการเจริญเติบของต้นข้าว และช่วยในการป้องกันและกำจัดแมลงต่างๆในแปลงนาข้าวและ

ปล. กากที่ได้จากการหมักจะในไปใช้แปลงนาในช่วงการเตรียมดินจะทำให้ดินมีความร่วน ชุยเพิ่มปริมาณจุรินทรีย์ในดินช่วยให้ต้นข้าวมีการเจริญเติบโตได้ดี


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ขอนแก่น
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ฝนหลวง



“...แต่มาเงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆอย่างนี้ ทำไมจะดึงเมฆนี้ให้ลงมาได้ ก็เคยได้ยินเรื่องการทำฝน ก็มาปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทำได้มีหนังสือ เคยอ่านหนังสือทำได้...”

โครงการฝนหลวง

เกิดขึ้นจากพระราชดำริส่วนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ.2495 เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อน ความทุกข์ยากของราษฎรและเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค และการเกษตรอันเนื่องมาจากภาวะภัยแล้ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากความผันแปรและคลาดเคลื่อนของฤดูกาลตามธรรมชาติ กล่าวคือ ฤดูฝนเริ่มต้นล่าช้าเกินไป หรือหมดเร็วกว่าปรกติหรือฝนทิ้งช่วงยาวในช่วงฤดูฝน รวมทั้งการตัดไม้ทำลายป่า

ทรงสังเกตเห็นว่ามีเมฆปริมาณมากปกคลุมท้องฟ้า แต่ไม่สามารถก่อรวมตัวกันจนเกิดเป็นฝนได้ จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง” ให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดำเนินการ ซึ่งต่อมาได้เกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลองปฏิบัติการฝนเทียม หรือฝนหลวงขึ้น ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 โดยทดลองหยอดก้อนน้ำแข็งแห้ง (dry ice หรือ solid carbondioxide) ขนาดไม่เกิน 1 ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลองในขณะนั้น ทำให้กลุ่มเมฆทดลองเหล่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ของเมฆอย่างเห็นได้ชัดเจน เกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่นและก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่และจากการ ติดตามผลโดยการสำรวจทางภาคพื้นดิน ก็ได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจาจากกราษฎรว่า เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด นับเป็นนิมิตหมายบ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคบเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
ด้วยความสำเร็จของโครงการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกา ก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้น ในปี พ.ศ. 2518 ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริ “ ฝนหลวง” ต่อไป



ขั้นตอนการทำฝนหลวงจากเมฆอุ่น

จากการที่ทรงติดตามผลการทดลอง ควบคู่กับปฏิบัติการและทรงวิเคราะห์วิจัยติดตามปฏิบัติการทดลองอย่างใกล้ชิด รวมทั้งสนพระทัยศึกษาจากเอกสารวิชาการจึงทรงสามารถพัฒนากรรมวิธี “การทำฝนจากเมฆอุ่น” ที่ทรงสรุปขั้นตอนกรรมวิธี ในปี พ.ศ. 2516 แล้วพระราชทานให้ไปเป็นหลักในการปฏิบัติการสืบเนื่องมา
โดยมี 3 ขั้นตอน คือ


ขั้นตอนที่ 1 ก่อกวน

เป็นการดัดแปรสภาพอากาศขณะนั้นเพื่อเร่งหรือเสริมการเกิดและก่อรวมตัวของ เมฆด้วยการก่อกวนสมดุล (Equilibrium) หรือเสถียรภาพ (Stability) ของมวลอากาศเป็นแห่งๆ โดยการโปรยสารเคมีประเภทดูดความชื้นแล้วทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ในท้องฟ้าที่ระดับใกล้เคียงกับระดับกลั่นตัวเนื่องจาก การไหลพาความร้อนในแนวตั้ง (Exothermic chemicals) ซึ่งเป็นระดับฐานเมฆของแต่ละวัน และโปรยสารเคมี ประเภทที่เมื่อดูดซับความชื้นแล้วทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง (Endothermic, chemicals) ที่ระดับสูงกว่าระดับฐานเมฆ 2,000-3,000 ฟุต ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เกิดเมฆเร็วขึ้นและปริมาณมากกว่าที่เกิดตามธรรมชาติ โดยเริ่มก่อกวนในช่วงเวลาเช้าทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมาย หวังผลที่วางแผนกำหนดไว้ในแต่ละวัน

ขั้นตอนที่ 2 เลี้ยงให้อ้วน

เป็นการดัดแปรสภาพอากาศและเมฆขณะนั้น เพื่อเร่งหรือเสริมการก่อตัวของเมฆให้ขนาดใหญ่หนาแน่น และมีปริมาณหยดน้ำมากยิ่งขึ้น ด้วยการกระตุ้นหรือเร่งการเจริญเติบโตของก้อนเมฆ ที่ก่อตัวด้วยการโปรยสารเคมีประเภทที่เมื่อดูดซับความชื้น แล้วทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงที่ระดับฐานเมฆหรือทับยอดเมฆ หรือระหว่างฐานและยอดเมฆ โดยบินโปรยสารเคมีเข้าสู่ก้อนเมฆโดยตรง หรือโปรยรอบๆ และระหว่างช่องว่างของก้อนเมฆทางด้านเหนือลมให้กระแสลมพัดพาสารเคมีเข้าสู่ ก้อนเมฆ

ขั้นตอนที่ 3 โจมตี

เป็นการดัดแปรสภาพอากาศในก้อนเมฆ ที่รวมหนาแน่นแล้วโดยตรงหรือบริเวณใต้ฐานเมฆ หรือบริเวณที่ต้องการชักนำเมฆฝนที่ตกอยู่แล้วเคลื่อนเข้าสู่เป็นการบังคับ หรือเหนี่ยวนำให้เมฆที่แก่ตัวจัด แล้วตกเป็นฝนลงสู่พื้นที่เป้าหมายหวังผลที่วางแผนกำหนดไว้ โดยบินโปรยสารเคมีประเภทที่ทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงเข้าไปในเมฆโดยตรงที่ฐานเมฆ หรือยอดเมฆหรือที่ระดับระหว่างฐานเมฆและยอดเมฆชิดขอบเมฆทางด้านเหนือลมหรือ ใช้เครื่องบิน 2 เครื่องโปรยพร้อมกันแบบแซนด์วิช ( Sandwich)
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

เศรษฐกิจพอเพียง

Posted by Gang of 4wd on 18:05
จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง



ผล จากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่สังคมไทยอย่างมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายใน เชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน
สำหรับ ผลของการพัฒนาในด้านบวกนั้น ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเจริญทางวัตถุ และสาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย หรือการขยายปริมาณและกระจายการศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น แต่ผลด้านบวกเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจายไปถึงคนในชนบท หรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมน้อย
แต่ว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตามมาด้วย เช่น การขยายตัวของรัฐเข้าไปในชนบท ได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความอ่อนแอในหลายด้าน ทั้งการต้องพึ่งพิงตลาดและพ่อค้าคนกลางในการสั่งสินค้าทุน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ และการรวมกลุ่มกันตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมีอยู่แต่เดิมแตก สลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใช้แก้ปัญหาและสั่งสมปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่ม สูญหายไป
สิ่งสำคัญ ก็คือ ความพอเพียงในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้คนไทยสามารถพึ่งตนเอง และดำเนินชีวิตไปได้อย่างมีศักดิ์ศรีภายใต้อำนาจและความมีอิสระในการกำหนด ชะตาชีวิตของตนเอง ความสามารถในการควบคุมและจัดการเพื่อให้ตนเองได้รับการสนองตอบต่อความต้อง การต่างๆ รวมทั้งความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยและสังคมไทยเคยมีอยู่แต่ เดิม ต้องถูกกระทบกระเทือน ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาฟองสบู่และปัญหาความอ่อนแอของชนบท รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนแต่เป็นข้อพิสูจน์และยืนยันปรากฎการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี

พระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง



“...การ พัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...” (๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗)
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานานกว่า ๓๐ ปี เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่สำคัญจะต้องมี “สติ ปัญญา และความเพียร” ซึ่งจะนำไปสู่ “ความสุข” ในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง
“...คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้...” (๔ ธันวาคม ๒๕๑๗)
พระบรมราโชวาทนี้ ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหาได้ จึงทรงเน้นการมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน เมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น
ซึ่งหมายถึง แทนที่จะเน้นการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนำการพัฒนาประเทศ ควรที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจพื้นฐานก่อน นั่นคือ ทำให้ประชาชนในชนบทส่วนใหญ่พอมีพอกินก่อน เป็นแนวทางการพัฒนาที่เน้นการกระจายรายได้ เพื่อสร้างพื้นฐานและความมั่นงคงทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนเน้นการพัฒนาในระดับสูงขึ้นไป
ทรงเตือนเรื่องพออยู่พอกิน ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ คือ เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว
แต่ทิศทางการพัฒนามิได้เปลี่ยนแปลง
“...เมื่อ ปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย...” (๔ ธันวาคม ๒๕๔๑)

เศรษฐกิจพอเพียง
“เศรษฐกิจ พอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความ เปลี่ยนแปลงต่างๆ

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจ พอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้
๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ
๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

โดยมี เงื่อนไข ของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการ ดังนี้
๑. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ
๒. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

ที่มา จากมูลนิธิชัยพัฒนา
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การใช้ปูนขาวป้องกันโรคแคงเกอร์ในมะนาว

Posted by Gang of 4wd on 18:24 in
มะนาว(1)แก้ปัญหาโรคแคงเกอร์นำปูนขาว3ช้อนโต๊ะ+น้ำ20ลิตรทิ้งไว้จนตกตะกอน
มะนาว(2)นำน้ำปูนที่ได้ฉีดพ่นต้นมะนาวให้ชุ่มทั้งต้น เดือนละ 1 ครั้ง

การ ปลูกมะนาวในปัจจุบันถือว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่าง มาก อย่างเช่นการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ซึ่งเกษตรกรสามารถบังคับให้มะนาวออก ผลผลิตนอกฤดูกาลได้ แต่ปัญหาเรื่องโรคในการปลูกมะนาวที่เกษตรกรประสบกันอยู่ ก็คือโรคแคงเกอร์ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าทำลายใบและผล ทำ ให้ผลผลิตลดน้อยลงและขายได้ในราคาที่ไม่ดี



จากการที่เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่พบกับ คุณลุงประเสริฐ ศรีกุล เกษตรกรที่ปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ อยู่ในพื้นที่ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช และที่สำคัญที่บ้านของคุณลุงประเสริฐยังเป็นจุดเรียนรู้ทางด้านการเกษตร การปลูกมะนาวอินทรีย์ในท่อซีเมนต์ เครือข่ายของสำนักงานเกษตร อ.พระพรหม ซึ่งคุณลุงประเสริฐ ได้แนะนำถึงวิธีการแก้ปัญหาโรคแคงเกอร์ ให้กับทางเจ้าหน้าที่ได้ทราบ โดยมีรายละเอียดดังนี้

การแก้ปัญหาโรคแคงเกอร์ด้วยปูนขาว
- ให้เรานำปูนขาว 3 ช้อนโต๊ะ ,น้ำ 20 ลิตร นำมาผสมให้เข้ากันตั้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วให้ตักน้ำปูนขาวที่ได้นำไปฉีดพ่นที่ต้นมะนาวให้ชุ่มทั้งต้น แค่นี้ก็สามารถแก้ปัญหาโรคแคงเกอร์ได้แล้ว ระยะเวลาในการฉีดพ่นประมาณเดือนละครั้งก็สามารถป้องกันและกำจัดโรคแคงเกอร์ ในมะนาวได้ เป็นการลดค่าใช้จ่ายและลดในเรื่องการใช้สารเคมี ปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภคด้วย


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครศรีธรรมราช (IDF 3653)



อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำไอศกรีมข้าวกล้องงอก

Posted by Gang of 4wd on 18:23 in
ข้าว(1)วิธีเพิ่มมูลค่าให้สินค่าเพิ่มกำไรได้สารอาหารกระบวนการทำแสนง่าย
ข้าว(2)การทำไอศกรีมข้าวกล้องงอก สนใจข้อมูล โทร *1677 กด2

การทำไอศรีมข้าวกล้องงอก ที่การทำแสนง่ายสามารถเพิ่มเป็นรายได้เป็นอาชีพเพสริมภายในครัวเรือนได้



ส่วนผสม

1.ข้าวกล้องงอก 2 ขีด (ต้มแล้วจะได้ 7 ขีด เพราะมีน้ำผสมไปด้วย)
2.นมข้น 3 กระป๋อง
3.นมผง 3 แก้ว
4.น้ำตาลทราย 2 ก.ก.
5.แป้งมัน 2 ขีด
6.น้ำที่จะต้มชั่งน้ำหนักพร้อมหม้อ 4.5 ก.ก.
7.มะพร้าวใต้ ยังไม่คั้น 4 ก.ก. คั้นแล้ว 3 ก.ก. (จะทำให้มันกว่ามะพร้าวอื่น)

วิธีการทำ
1.ต้มน้ำเปล่าใส่น้ำตาล ต้มให้เดือด แล้วกวนให้น้ำตาลละลาย ลงพักไว้จนกว่าจะเย็น (หม้อเบอร์ 30 )
2.นำข้าวกล้อง นมข้น นมผง กะทิ คนให้แตกละเอียดจนละลายเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำน้ำเปล่าและน้ำตาล (ตามข้อ 1) เทรวมลงไป แล้วเทแป้งมัน คนให้เข้ากันแล้วนำไปปั่น 30 นาที แล้วนำไปกรอง โดยใช้ผ้าขาวบางกรอง กากทิ้งไป น้ำที่ได้นำมาปั่นอีก 20 – 30 นาที ก็จะได้ไอศกรีม (หม้อเบอร์ 32 ) โดยนำไปใส่ถังไอศกรีมทั่วไปได้เลย


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.พิษณุโลก ( idf : 61 )

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำน้ำหมักบำบัดน้ำเสียบ่อปลา

Posted by Gang of 4wd on 17:51 in
ปลา(1)การทำน้ำหมักบำบัดน้ำเสียบ่อปลาใช้ฟักทอง25กก.กล้วยสุก25กก.
ปลา(2)กากน้ำตาล10ลิตรน้ำ10ลิตรหมักนาน45วัน สามารถนำไปใช้ได้

เกษตรกรที่เลี้ยงปลาหลายๆคนมักจะมีปัญหาในเรื่องของน้ำในบ่อเลี้ยง ปลาเน่าเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของปลาที่เลี้ยง ทำให้ปลาโต ช้า ปลาไม่กินอาหาร และอาจรุนแรงถึงขั้นปลาตายได้ ดังนั้นการบำบัดน้ำเสียใน บ่อเลี้ยงปลาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเลี้ยงปลา การสังเกต น้ำเสียในบ่อเลี้ยงปลา น้ำในบ่อมีกลิ่นเหม็น มีน้ำเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็น สีขาวขุ่น มีปลาลอยอยู่มี่ผิวน้ำเป็นจำนวนมากแสดงว่าน้ำในบ่อเลี้ยงปลาเสีย แล้วต้องรีบทำการบำบัดโดยการบำบัดน้ำเสียในบ่อเลี้ยงปลาสามารถทำได้ดังนี้


วิธีการบำบัดน้ำเสีบในบ่อปลา


1.การเปลี่ยนถ่ายน้ำให้ทำการถ่ายน้ำออกจากบ่อปลาประมาณ 20 – 30 % ของบ่อจากนั้นให้เติมน้ำใหม่เข้าไปให้เท่ากับระดับน้ำเดิม
2.การใช้น้ำหมักชีวภาพในการบำบัดน้ำ โดยการใส่**น้ำหมักชีวภาพจากกล้วยและฟักทอง**ในอัตราประมาณ 3 – 4 ลิตร / บ่อ ประมาณ 7 วัน /ครั้ง
3.การทำระบบน้ำหมุนเวียน โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขึ้นจากบ่อเลี้ยงปลาแล้วฉีดกลับลงไปในบ่อเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำ
4.การปลูกพืชน้ำเพื่อเป็นตัวจับตะกอนและสารแฝงลอยในน้ำ โดยให้ปลูกผักตบชวา บริเวณมุมบ่อเลี้ยงปลาทั้งสี่มุม ** ต้องคอยตักผักตบชวาขึ้นจากบ่อบ้างในกรณีที่มีมากจนเกินไป**
5.การให้อาหารปลาให้พอดีกับอัตราการกินของปลาอย่าให้อาหารเหลือมากจนเกินไป
**การทำน้ำหมักชีวภาพจากกล้วยและฟักทอง**
วัสดุอุปกรณ์
1.กล้วยสุก 25 กก.
2.ฟักทอง 25 กก.
3.กากน้ำตาล 10 ลิตร
4.น้ำสะอาด 10 ลิตร
5.ถังสำหรับหมัก
วิธีการ
1.นำกล้วยและฟักทองมาสับให้เป็นชิ้นเล็ก
2.จากนั้นนำไปใส่ในถังสำหรับหมัก
3.เติมกากน้ำตาลและน้ำลงไปในถังแล้วคนให้เข้ากัน
4.แล้วปิดฝาให้สนิทจากนั้นนำไปวางไว้ในที่ร่ม
5.ให้ทำการคนประมาณ 10 วัน/ครั้ง ประมาณ 45 วันก็สามารถนำไปใช้ได้
ประโยชน์ : น้ำหมักชีวภาพนี้สามารถนำมาใช้ได้ในหลายๆด้าน เช่นช่วยบำบัดน้ำเสียในบ่อปลา ป้องกันปลาเป็นโรค
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำน้ำหมักไล่แมลงในสวนผลไม้

Posted by Gang of 4wd on 17:48 in
น้ำหมัก(1)สูตรสมุนไพรป้องกันกำจัดแมลงในสวนผลไม้ด้วยส่วนผสมของกลอย สะเดา
น้ำหมัก(2)ตะไคร้หอม บอระเพ็ด พริก และกระเพรา วิธีการทำโทร*1677 กด 2 ค่ะ

เกษตรกร หลายๆ ท่าน มักประสบปัญหาเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืชโดยเฉพาะในสวนผลไม้ ทั้งภาค ใต้และภาคอื่นๆ ที่มีพื้นที่เหมาะสำหรับการทำสวนผลไม้ กอรปกับพื้นที่ในสวน ของเกษตรสวนใหญ่มีการปลูกพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพร คุณบุญ ป่านเทพ หมอดิน อาสาแห่งบ้านทรัพย์สมบูรณ์ จึงได้นำเอาสมุนไพรที่มีอยู่ มาทำน้ำหมักสำหรับ ไล่แมลงศัตรูพืชในสวนผลไม้ โดยมีส่วนผสมและวิธีการดังนี้



วัสดุอุปกรณ์


•ตะไคร้หอม(ทั้งต้นและใบ) 1 กก.

•กลอย 5 กก.

•สะเดา 1 กก.

•บอระเพ็ด 1 กก.

•พริก 1 กก.

•กะเพรา 1 กก.

•กากน้ำตาล 2 ลิตร

•สารเร่งพด.7 1 ซอง

•น้ำเปล่า

วิธีการทำ
•นำพืชสมุนไพรทั้งหมดมาล้างทำความสะอาด จากนั้นสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ
•ละลายสารเร่ง พด.7 และน้ำ 5 ลิตร ลงในถัง คนให้เข้ากันนาน 5 นาที
•นำกากน้ำตาลและสมุนไพรที่สับไว้ข้างต้นใส่ลงในถังหมัก จากนั้นให้เติมน้ำสะอาดให้ท่วมพืชสมุนไพร
•แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง
•ปิดฝาไม่ต้องสนิท นำถังหมักน้ำสมุนไพรไปวางไว้ในที่ร่ม ทำการคนประมาณ 7 วัน/ครั้ง
•ทำการหมักไว้ประมาณ 45 วัน ก็สามารถนำน้ำหมักสมุนไพรไปฉีดไล่แมลงได้

อัตราและวิธีการใช้
นำน้ำหมักสมุนไพรที่ได้มาทำการกรองเอาแต่น้ำ แล้วนำไปผสมกับน้ำสะอาดในอัตรา 20 cc.ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในสวนผลไม้ทุกๆ 7 วัน จะสามารถป้องกันและกำจัดหนอนและเพลี้ยในสวนผลไม้ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : นายบุญ ป่านเทพ บ้านทรัพย์สมบูรณ์ ม.7 ต.ทรัพย์อนันต์ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชุมพร (IDF4258)

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง(เร่งด่วน)

Posted by Gang of 4wd on 17:46 in
ข้าว(1)จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังสารพด.1 1ซอง สารพด.2 3ซอง สารพด.3 1ซอง
ข้าว(2)กากน้ำตาล 20 ลิตร รำ 2 กก.น้ำ 100 ลิตรหมัก 7 วัน ใช้5ลิตร/นา1ไร่


การทำนาในปัจจุบันนี้ เกษตรกรส่วนมากจะทำการเผาตอซังเพราะมีความ เร่งรีบที่จะทำนา ถ้าไม่ทำการเผาตอซังก็จะทำให้ไถไม่ได้ จึงต้องเผาและสิ่ง ที่ตามมาคือทำให้ สภาวะโลกร้อน แต่มีเกษตรอยู่ท่านหนึ่งที่จะไม่เผาตอซังแต่ ก็สามารถทำนาได้เหมือนกับเกษตรกรรายอื่น เพราะเกษตรกรท่านนี้มีสูตรดีที่ใช้ ในการย่อยสลายตอซังข้าวได้เป็นอย่างดีครับ


ส่วนผสม

1.พด.2 3 ซอง
2.พด.1 1 ซอง
3.พด.3 1 ซอง
4.กากน้ำตาล 20 กก.
5.รำ 2 กก.
6.น้ำสะอาด 100 ลิตร
วิธีทำ
เริ่มจากละลายพด.2 พด.1 พด.3 กับน้ำ 5 ส่วน คนให้เข้ากันนาน 5 นาที (พดทุกตัวละลายแยกกัน) จากนั้นให้นำรำมาใส่แล้วทำการคนให้เข้ากัน และเติมน้ำ 50 ลิตร เติมกากน้ำตาล และทำการคนให้เข้ากัน แล้วทำการเติมน้ำที่เหลือลงไป ทำการปิดฝาหมักไว้ 3-7 วันก็สามารถนำไปใช้ได้
วิธีการใช้
จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง 5 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่ จะช่วยย่อยตอซังและฟางข้าว


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชัยนาท ( idf : 906 )

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

น้ำหมักฮอร์โมนจากตีนเห็ด

Posted by Gang of 4wd on 17:53 in
เห็ด(1)ฮอร์โมนเร่งให้ออกดอกเร็ว ตีนเห็ด/เศษเห็ด1กก. กากน้ำตาล1ลิตร พด.1
เห็ด(2)1ซอง อีเอ็ม1ลิตร น้ำ20ลิตร หมักในถังปิดฝา15วัน ใช้ฉีดพ่นได้เลย

เกษตร ผู้เพาะเห็ดก็มักจะประสบกับปัญหาการเพาะเห็ดหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นแมลงที่ เข้ามารบกวน และอีกปัญหาหนึ่งคือเห็ดออกดอกช้าดอกเห็ดมีขนาดเล็กมีน้ำหนัก ไม่ค่อยดี ทำให้เกษตรขายไม่ค่อยได้ราคา คุณเจนจิรา จึงได้เปิดเผยน้ำหมัก ฮอร์โมน ที่ผลิตจากตีนเห็ดที่เราตัดแต่งเห็ดก่อนนำไปจำหน่ายซึ่งในแต่ละ ครั้งจะมีเศษตีนเห็ดและเห็ดที่ไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้เนื่องจากดอกเล็กเกิน ไปไม่สวยบ้างจำนวนมากนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตฮอร์โมนจากตีนเห็ดในครั้งนี้


วัสดุ และอุปกรณ์

1. ตีนเห็ดและเศษเห็ด 3 กิโลกรัม

2. กากน้ำตาล 1 ลิตร

3. EM 1 ลิตร

4. พด.1 1 ซอง

5. น้ำสะอาด 20 ลิตร

6. ถังหมักพลาสติกที่มีฝาปิด 1 ถัง


วิธีการ : นำส่วนผสมทั้งหมดนี้นำมาผสมกันในถังหมักพลาสติกที่มีฝาปิดแล้วทำการหมักไว้ 15 วัน คนทุก เช้า-เย็น ทุกวัน ก็สามารถนำมาฉีดพ่นเพื่อใช้บำรุงดอกเห็ดได้เลยโดยไม่ต้องผสมน้ำเพิ่มจะช่วย บำรุงก้อนเชื้อเห็ดทำให้เห็ดออกดอกได้เร็ว ดอกเห็ดมีขนาดใหญ่น้ำหนักดีและสามารถช่วยทำให้เห็ดออกดอกได้หลายรุ่นเพิ่ม ขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คุณเจนจิรา ถิ่นทุมทอง 133 หมู่ 17 บ.สันโค้งใหม่ ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย (IDF4234)


อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การปลูกข้าวลอยน้ำแบบอินทรีย์

Posted by Gang of 4wd on 17:51 in
ข้าว(1)การปลูกข้าวลอยน้ำแบบอินทรีย์เหมาะกับเกษตรกรไม่มีที่นาบ้านใกล้น้ำ
ข้าว(2)ใช้ไม้ไผ่ทำแพนำข้าวปลูกในกระถางลอยน้ำ สนใจโทร * 1677 กด2

คุณสุพรรณ เมธสาร เกษตรกร แห่งบ้าน สามชุก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ผู้ที่มีความรู้ด้านการเกษตรหลายด้าน มีการ ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ณ ปัจจุบัน ยังเป็นวิทยากร อบรมแก่ผู้ ที่สนใจเรื่องการปลูกไผ่ การขยายพันธุ์ รวมถึงตลาดจำหน่าย ทำให้คุณ สุพรรณ เป็นที่เชื่อถือของเหล่าเกษตรกรอีกหลายนอกจากนั้นแล้ว คุณ สุพรรณ ยังไม่หยุดนิ่งเพียงเท่านี้ ด้วยความที่เป็นเกษตรกรนัก คิด เมื่อ 2 ปีก่อนที่ผ่านมาคุณสุพรรณมีแนวคิดที่จะนำข้าวไปปลูกบน น้ำ เนื่องจากเห็นว่า ในแม่น้ำลำครองมักจะมีผักตบชวา ซึ่งผักตบชวาในแม่น้ำ นั้นมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะในแม่น้ำมีธาตุอาหาร แพลง ตอน ตลอดจนจุลินทรีย์ต่างๆที่เป็นอาหารของพืช และเมื่อไม่นานมานี้คุณสุพรรณ จึงทดลองปลูกข้าวบนน้ำ ผลผลิตที่ได้เป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียว



การปลูกข้าววิธีนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีพื้นที่ทำนา และอยู่ใกล้แม่น้ำ ผลผลิตข้าวที่ได้ก็ปลอดสารพิษไม่มีสารเคมีตกค้างในร่างกายอีกด้วย

วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้
1.ฝากล่องโฟมเก่า ( กล่องโฟมใส่ผลไม้)
2.กระฐางพลาสติกสำหรับปลูก
3.ดินเลนสำหรับปลูก
4.เมล็ดพันธุ์ข้าว
5.ลำไม้ไผ่สำหรับทำแพ
6.เชือกฟาง
วิธีการปลูกข้าวลอยน้ำ
1.นำเมล็ดพันธุ์ข้าวไปเพาะในแปลงเพาะ เหมือนกับการเตรียมกล้าพันธุ์สำหรับดำนาทั่วไป
2.นำลำไม้ไผ่มาทำเป็นกรอบ 4 เหลี่ยม เพื่อทำเป็นแพ ในพื้นที่ๆจะปลูกข้าวลอยน้ำ
3.นำฝากล่องผลไม้( ฝากล่องโฟม ) มาเจาะรูให้มีขนาดเท่ากระถางพลาสติก แต่ให้อุ้มตัวกระถางไว้ได้
4.นำกระถางปลูกใส่ดินเลนให้เต็ม
5.เมื่อต้นกล้ามีอายุ 10 – 15 วันจึงแยกกล้ามาปลูกในกระถางที่เตรียมไว้ ประมาณ 4-5 กอต่อกระถาง
6.นำกระถางเพาะกล้าใส่ในฝากล่องโฟม แล้วจึงนำไปลอยน้ำ ในกรอบไม้ไผ่ที่เตรียมไว้
7.ใช้เชือกผูกกล่องโฟมกับแพไม้ไผ่ เพื่อป้องกันการพัดพาของน้ำ ไม่ให้ไหลไปที่อื่น
การดูแลและการใส่ปุ๋ย
คุณสุพรรณเน้นให้เกษตรกรที่ ทำแบบเกษตรอินทรีย์และอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพบำรุงข้าว ช่วงที่ข้าวมีอายุ 30และ 55 วัน หลังการปลูก ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 1 กำมือ/กระถาง / ครั้ง หากมีแมลงศัตรูพืช ก็ใช้น้ำหมักสมุนไพรฉีดพ่น วิธีนี้เกษตรกรไม่ต้องเสียเวลาดูแลเรื่องน้ำเลย เพราะข้าวจะได้รับน้ำตลอดในช่วง ระยะเวลาการปลูก
ประโยชน์ผลผลิตที่ได้
วิธีการปลูกข้าวแบบลอยน้ำ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนเรื่องการเตรียมดิน น้ำมันเชื้อเพลิงและตัดปัญหาการดูแลเรื่องน้ำไปเลย จากการคำนวณของคุณสุพรรณ หากทำแพปลูกข้าวในพื้นที่ 1 ไร่ ผลผลิตที่ได้รับ เฉลี่ย 70 ถัง /ไร่ ซึ่งวิธีนี้จะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จากการเผาและลดการใช้สารเคมีต่าง ๆ ทำให้ลดต้นทุนได้มากวัสดุอุปกรณ์ยังสามารถนำมาใช้ครั้งต่อไปได้ คุณสุพรรณได้เตรียมการขยายผล เรื่องการปลูกข้าวบนน้ำ โดยจะใช้ผักตบชวาเป็นฐานซึ่งจะนำมาเผยแพร่ในครั้งต่อไป


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชัยนาท ( idf : 2885 )

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยจากใบตองกล้วย

Posted by Gang of 4wd on 18:53 in
เห็ด(1)การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยจากใบตองกล้วยให้ผลผลิตดอกใหญ่กว่าใช้ฟาง
เห็ด(2)เทคนิคการทำจากพ่อผาย สร้อยสระกลาง จ.บุรีรัมย์ สนใจโทร*1677กด2

คุณ พ่อผาย สร้อยสระกลาง ประธานศูนย์เรียนรู้กลุ่มอีโต้น้อย บ้านสระ คูณ ต.โคกล่าม อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ อายุ 80 ปี มีพื้นที่ทำการ เกษตร 95 ไร่ ทำเป็นศูนย์เรียนรู้และจัดตั้งกลุ่มอีโต้น้อย ทำการเกษตร อินทรีย์ ให้ความรู้ชาวบ้านและเกษตรกร ซึ่งในครั้งนี้ได้แนะนำทีมงานทำการ เพาะเห็ดฟางกองเตี้ยจากใบตองกล้วยแห้ง ด้วยวิธีการดังนี้


วัสดุอุปกรณ์



1.ใบตองกล้วย

2.เชื้อเห็ดฟาง

3.ลำไม้ไผ่

4.เชือก

5.ผ้าพลาสติก (ถุงดำ)


วิธีการทำ
1.ใบตองกล้วย ตัดออกมานำไปตากแห้ง แล้วนำมามัดรวมกัน ใน1กองจะมีประมาณ 6 มัด แต่ละมัดจะนำใบตองกล้วยแห้งมามัด ๆละประมาณ 10 ใบ ตัดแบ่งครึ่งมัดหัวท้ายป้องกันการเลื่อนหลุด

2.เมื่อมัดใบตองกล้วยแห้งแล้ว ให้นำไปแช่น้ำ 1 คืน แล้วนำมากองเรียงไว้

3.นำเชื้อเห็ดฟาง ครึ่งก้อนใช้สำหรับ 1 กอง โดยเอาเชื้อเห็ดฟางมาผสมกับมูลโคแล้วทำการโรยบนกองใบกล้วย และรอบๆใบกล้วย

4.ทำการปักหลักด้วยลำไม้ไผ่ ทำไว้ทั้งสี่มุมของกองใบกล้วย โดยหลักไม้ให้มีความสูงประมาณ 50 ซ.ม. เพื่อให้เกินขอบส่วนบนของกองใบตองกล้วยที่ทำอาหารสำหรับการเดินเชื้อเห็ดฟาง

5.หลังจากปักหลักแล้วให้ผูกเชือกโยงไขว้ไปมาระหว่างหลักเพื่อเป็นที่รองพลาสติกเพื่อคลุมกองใบตองกล้วย

6.นำผ้าพลาสติกสีดำมาคลุมไว้อีกชั้นเพื่อควบคุมอุณหภูมิ เพราะเห็ดฟางจะชอบความชื้น โดยทำการรดน้ำทุกวัน ๆ ละ 1 ครั้ง (รดน้ำสังเกตพอชื้นแล้วคลุมด้วยผ้าพลาสติกไว้เพื่อรักษาความชื้นและเร่งการ ออกดอกของเห็ดฟาง) ใช้เวลาประมาณ 7 วัน เห็ดก็จะเริ่มออกดอกสามารถเก็บผลผลิตได้

สำหรับวิธีการเพาะเห็ดฟางจากใบตองกล้วยแห้ง จะให้ผลผลิตดอกใหญ่กว่าการใช้ฟาง โดยจำนวนกองใบตองกล้วยแห้ง 1 กอง จะให้ผลผลิต 1 กิโลกรัม หลังจากการเก็บผลผลิตแล้วกองใบตองกล้วยก็นำไปย่อยสลายเป็นปุ๋ย หรือปล่อยทิ้งไว้เป็นที่อาศัยของปลวก และมด และนำไปให้อาหารปลาต่อไปได้ด้วย


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครราชสีมา (IDF3941)
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ผักกูดผักพื้นบ้าน อร่อยมากคุณค่า

Posted by Gang of 4wd on 18:51 in
ผักกูด(1)ผักพื้นบ้านหากินง่าย ราคาไม่แพง สรรพคุณทางยา ใบแก้ไข้ตัวร้อน
ผักกูด(2)แก้พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน

ผักกูด จัดเป็นพืชผักพื้นบ้าน ในจังหวัดเชียงใหม่รู้จักในชื่อผักกูดขาว ภาคกลางเรียกผักกูด


ผักกูดเป็นไม้จำพวกเฟิร์น เป็นเหง้าตั้งตรง สูงมากกว่า 1 เมตร มีเกล็ดสีน้ำตาลเข้มขอบดำ ขอบเกล็ดหยักซี่ฟัน ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น แผ่นใบมีขนาดต่างกัน มักยาวกว่า 1 เมตร ก้านใบยาว 70 ซ.ม. กลุ่มใบย่อยคู่ล่างมักลดขนาด ปลายเรียวแหลมโคนรูปกึ่งหัวใจหรือรูปติ่งหู ขอบหยักเว้าลึกเป็นแฉกเกือบกึ่งเส้นกลาง ใบย่อย แฉกปลายมน ขอบหยักซี่ฟันแผ่นใบบาง กลุ่มอับสปอร์อยู่ตามความยาวของเส้นใบย่อย มักเชื่อมกับกลุ่มอับสปอร์ที่อยู่ในแฉกติดกันซึ่งมีเส้นใบมาสานกัน ขยายพันธุ์ด้วยสปอร์และเหง้า ขยายพันธุ์ในฤดูฝน


ขึ้นหนาแน่นตามชายป่ามีแดดส่องถึง ตามบริเวณลำธาร หรือบริเวณต้นน้ำ ปลูกได้ตามชายคลอง ห้วยหนอง ต้นจะแห้งเฉาในฤดูแล้ง และแตกหน่อใหม่ในฤดูฝน ผักกูดชอบความชื้นสูง บริเวณดินแฉะ

สามารถนำมาปรุงอาหารได้ เช่น ใบอ่อน และช่ออ่อน นำมาแกงได้ แกงกับปลาสด แกงแคร่วมกับผักชนิดต่างๆ นำมาลวกหรือกินสดเป็นผักจิ้มร่วมกับน้ำพริกแดง น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาทู หรือแม้กระทั่งน้ำพริกถั่ว (น้ำพริกเจ) นำใบมายำก็อร่อย

สรรพคุณทางยา ใบแก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับปัสสาวะ (หนังสือพิมพ์ข่าวสด)



ที่มา
http://www.thaihealth.or.th/node/13681
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำนำหมักผลไม้สุก

Posted by Gang of 4wd on 18:49 in
ข้าว(1)น้ำหมักบำรุงข้าวผลไม้สุกงอม 50 กก.กากน้ำตาล 5 กก.ละอองข้าง1 กก.
ข้าว(2)หัวกะทิเคี่ยวสุก 750 cc ยาฉุน0.5กก.หมัก1เดือนใช้40cc /น้ำ20ลิตร


ปัจจุบันการทำนาข้าวทั้งนาปี และนาปรัง เกษตรกรต้องสิ้นเปลืองทั้งปุ๋ย และยาในการดูต้นข้าวในนาเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี การผลิตฮอร์โมนบำรุงรวง ข้าวและกำจัดเพลี้ยศัตรูข้าวจึงเป็นวิธีการที่คุณบุญส่ง ชุนฬหวานิ ช เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิดจังหวัดเพชรบุรีได้คิดค้นขึ้นเพื่อใช้ประหยัดต้น ทุนในการทำนาเพราะ ฮอร์โมนดังกล่าวนอกจากจะบำรุงข้าวให้ได้ผลผลิตดีแล้ว ยัง สามารถกำจัดศัตรูข้าว จำพวกเพลี้ยแป้ง และเพลี้ยหอยได้อีกด้วย ซึ่งมีวิธี การทำที่ไม่ยุ่งยากแต่ใช้ได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ มีวิธีการทำ ดังนี้


เตรียมวัสดุ – อุปกรณ์

ผลไม้สุกงอม 50 กิโลกรัม
กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม
ละอองข้าว(คายข้าวหรือฝุ่นข้าวหาได้จากโรงสีข้าว) 1 กิโลกรัม
ยาฉุน 0.5 กิโลกรัม
หัวกระทิเคี่ยวสุก 3 แก้วน้ำ ( ประมาณ 750 CC )
ถังหมักมีฝาปิด 1 ถัง
วิธีการทำ
1.เลือกผลไม้สุกงอม(ใกล้จะเน่าเสีย)ชนิดใดก็ได้ สับๆรวมกันใส่ในถังหมักพร้อมกับกากน้ำตาล,ละอองข้าว , ยาฉุนและหัวกระทิเคี่ยวสุก ตามสัดส่วน คลุกเคล้ารวมกันในถังหมัก
2.ปิดฝาถังหมักเก็บไว้ในที่ร่มนาน 1 เดือน สามารถนำไปใช้ได้

วิธีการนำไปใช้และประโยชน์
การใช้บำรุงต้นข้าว – ใช้ฮอร์โมน 40 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงเย็นในระยะข้าวตั้งท้องรวมแล้ว ไม่เกิน 3 ครั้ง/ระยะข้าวตั้งท้อง จะช่วยบำรุงรวงและเมล็ดข้าว ช่วยให้เมล็ดข้าวเต่งได้น้ำหนักดี
การใช้กำจัดเพลี้ย - สามารถกำจัดเพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย ใช้ฮอร์โมน 40 ซีซี ผสมน้ำ 10 ลิตร ฉีดพ่นทันทีที่พบปัญหา ไม่เกิน 2 ครั้งภายใน 3 วัน รับรองผลโดยคุณบุญส่ง ภายใน 1 วันไข่เพลี้ยจะฝ่อ พอครบ 3 วันเพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอยจะหนีหายไป


ที่มา :ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย ( ids : 28170 )

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำลูกประคบสมุนไพร

Posted by Gang of 4wd on 18:16 in
ลูกประคบ(1)ทำจากสมุนไพรภูมิปัญญาพื้นบ้านประคบแก้ปวดเมื่อยหมุนเวียนโลหิต
ลูกประคบ(2)กรรมวิธีการทำแสนง่ายโทร*1677กด2หรือที่เว็บไซต์รักบ้านเกิด

ลูก ประคบสมุนไพร เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำสมุนไพรหลายชนิดที่มีสรรพคุณแตก ต่างกันนำมาผ่านกระบวนการทำความสะอาดแล้วนำมาหั่นหรือสับให้เป็นชิ้นตามขนาด ที่ต้องการ ตำพอแตก ใช้สดหรือทำให้แห้ง นำมาห่อหรือบรรจุรวมกันในผ้าให้ได้ รูปทรงต่าง ๆ เช่น ทรงกลม สำหรับใช้นาบ หรือกดประคบส่วนต่าง ๆ ของร่าง กาย เพื่อทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ถ้าเป็นลูกประคบสมุนไพรแห้ง ก่อนใช้ต้อง นำมาพรมน้ำแล้วทำให้ร้อนโดยนึ่ง ช่วยรักษาอาการต่างๆในร่างกายได้เป็นอย่าง ดี
ลักษณะทั่วไปของลูกประคบสมุนไพร
ลูกประคบสมุนไพรต้องห่อผ้าปิดสนิทรูปทรงต่าง ๆ ภายในบรรจุสมุนไพรสดหรือแห้งหลายชนิดรวมกัน กรณีทำเป็นรูปทรงกลมปลายผ้าต้องรวมแล้วมัดให้แน่น ทำเป็นด้ามจับ ต้องมีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยของสมุนไพรที่ใช้



สูตรสมุนไพร: วัตถุดิบสำหรับทำลูกประคบ 2 ลูก

1.หัวไพล ½ กิโลกรัม สรรพคุณ แก้ปวดเมื่อย ลดอาการอักเสบ

2.ผิวมะกรูด 2 ขีด สรรพคุณ แก้ลม วิงเวียนศีรษะ

3.ตะไคร้บ้าน 1 ขีด สรรพคุณ เพิ่มให้มีกลิ่นหอม

4.ใบมะขาม 1 ขีด สรรพคุณ แก้อาการคันและบำรุงผิว

5.ขมิ้นชัน 1 ขีด สรรพคุณ แก้โรคผิวหนัง ลดอาการอักเสบ

6.ใบส้มป่อย 1 ขีด สรรพคุณ บำรุงผิว

7.การบูร 2 ช้อนโต๊ะ สรรพคุณ เพิ่มกลิ่นและบำรุงหัวใจ

8.เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ สรรพคุณ ช่วยดูดความร้อนและดูดซึมตัวยาผ่านผิวหนังได้ดี

วัสดุ/อุปกรณ์อื่นๆ:
-ผ้าสำหรับห่อลูกประคบ ต้องเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าดิบที่มีเนื้อผ้าแน่นพอที่จะป้องกันไม่ให้สมุนไพรร่วงออกมาได้

-สมุนไพรที่ใช้ทำลูกประคบต้องหั่นหรือสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ สด/แห้ง ต้องไม่มีราปรากฏให้เห็นเด่นชัด และต้องมีพืชสมุนไพรหลักที่มีน้ำมันหอมระเหยอย่างน้อย 3 ชนิด เช่น ไพล ขมิ้นชัน ตะไคร้ และผิวหรือใบมะกรูด กลุ่มสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ เช่น ใบมะขาม ใบส้มป่อย และกลุ่มสารที่มีกลิ่นหอม จะระเหยออกมาเมื่อถูกความร้อน เช่น การบูร พิมเสน และเกลือ ช่วยดูดความร้อน
-หม้อสำหรับนึ่งลูกประคบและจานรองลูกประคบ



-เชือกด้ายสำหรับมัดผ้าห่อลูกประคบ
วิธีการทำลูกประคบ
1.นำหัวไพล ขมิ้นชัน ตะไคร้ มะกรูด ล้างทำความสะอาด นำมาหั่นหรือสับให้เป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการตำพอหยาบ ๆ

2.นำใบมะขาม ใบส้มป่อย ผสมกับสมุนไพรในข้อ 1 เสร็จแล้วใส่เกลือและการบูร คลุกเคล้าให้เข้ากัน แต่อย่าให้แฉะเป็นน้ำ จากนั้นนำไปผึ่งลมให้แห้ง

3.แบ่งสมุนไพรที่คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วเป็นส่วนเท่า ๆ กัน โดยใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าดิบห่อเป็นลูกประคบมัดด้วยเชือกให้แน่นสำหรับนำไปใช้ งาน

วิธีการใช้ลูกประคบสมุนไพร
-นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่งประมาณ 15-20 นาทีเพื่อให้สมุนไพรได้กระจายตัวออกมา เมื่อลูกประคบร้อนได้ที่แล้ว ก่อนนำมาใช้ประคบควรมีการทดสอบความร้อนโดยแตะที่ใต้ท้องแขนหรือหลังมือก่อน และในช่วงแรกที่ลูกประคบยังร้อนอยู่ ต้องประคบด้วยความรวดเร็ว ไม่วางลูกประคบไว้บนผิวหนังนาน ๆ เพียงแตะลูกประคบแล้วยกขึ้น แต่เมื่อลูกประคบคลายความร้อนลงสามารถวางลูกประคบตามร่างกายได้นานขึ้นพร้อม กับกดคลึงจนกว่าลูกประคบคลายความร้อน แล้วจึงเปลี่ยนลูกประคบไปใช้ลูกใหม่แทน (ลุกประคบที่ใช้แล้วสามารถนำไปนึ่งใช้งานต่อได้)

ประโยชน์ของการประคบสมุนไพร
1.กระตุ้นหรือเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต

2.ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและบรรเทาอาการปวดเมื่อย

3.ลดการติดขัดของข้อต่อบริเวณที่ประคบและทำให้เนื้อเยื่อ พังผืดยืดตัวออก

4.ลดอาการบวมที่เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหรือบริเวณข้อต่อต่าง ๆ หลังจาก 24-48 ชั่วโมง

………………………………………………………………
ขอบพระคุณข้อมูลจาก : คุณพ่อศรีเทพ คชนะ ประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงสวนอ่างแก้ว(เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน) บ.คำม่วงไข่ ต.โนนเปือย อ.กุดชุม จ.ยโสธร


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี (IDF1869)
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

น้ำหมักสมุนไพรรสเบื่อเมา

Posted by Gang of 4wd on 19:36 in
ข้าว(1)น้ำหมักสมุนไพรหัวกลอยใบเมล็ดสบู่ดำใบน้อยหน่าเพื่อกำจัดเพลี้ยหนอน
ข้าว(2)นำสมุนไพรอย่างใดอย่างหนึ่ง3กก.+กากน้ำตาล1ลิตรน้ำ10ลิตรหมัก3เดือน

น้ำหมักสมุนไพรรสเบื่อเมากำจัดเพลี้ย หนอน และ แมลง ในนาข้าว
- วัตถุดิบ ได้แก่ หัวกลอย ใบเมล็ดสบู่ดำ ใบน้อยหน่า และพืชสมุนไพรที่มีรสเบื่อเมาทุกชนิด
- สรรพคุณ ฆ่าเพลี้ย หนอน และ แมลง ในนาข้าว และ พืชผักทุกชนิด


สูตรการหมัก

1.1 ใช้วัตถุดิบอย่างใดอย่างหนึ่งสับละเอียด จำนวน 3 กิโลกรัม + กากน้ำตาล จำนวน 1 ลิตร + น้ำเปล่า จำนวน 10 ลิตร
1.2 วิธีการ เทน้ำเปล่าใส่ถังพลาสติกแล้วเทกากน้ำตาลลงไปคนเรื่อยๆจนกากน้ำตาลละลายเป็น เนื้อเดียวกันกับน้ำ จากนั้นจึงเทวัตถุดิบที่สับละเอียดแล้วตามลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง ปิดฝาให้สนิทตั้งไว้ในที่ร่ม นานประมาณ 3 เดือน จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
การใช้ประโยชน์
ใช้ในอัตราส่วนเดียวกันสำหรับพืชผัก นาข้าว และไม้ผลทุกชนิด คือ น้ำหมัก 1 ลิตร+น้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว คือ ถ้าเป็นพืชผักทั่วไปฉีดพ่นทุก 3 วัน / ถ้าเป็นไม้ผลฉีดพ่นทุก 7 วัน


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีการทำยาไล่ยุงธรรมชาติใช้ขี้ควาย

Posted by Gang of 4wd on 17:31 in ,
ควาย(1)วิธีการทำยาไล่ยุงธรรมชาติใช้ขี้ควาย30กก.ใบตระไคร้หอมแห้งครึ่งกก.
ควาย(2)น้ำ2ลิตรเคล้าเข้ากันเทใส่แบบตากให้แห้งตอนใช้หั่นเป็นแท่งจุดไฟ


นายกนก ผ่องอรัญ เจ้าพนักงานสัตวบาลชำนาญงาน ศูนย์วิจัยและถ่ายทอด เทคโนโลยีอุบลราชธานี (อำนาจเจริญ) ได้ร่วมพูดคุยผ่านรายการร่วมด้วยช่วย กัน Happy station อุบลราชธานี FM 102.75 MHz ช่วงรอบรู้เรื่องเกษตร โดยได้ ให้คำแนะนำถึงวิธีการทำยาไล่ยุงแบบประหยัดต้นทุนโดยมีขั้นตอนและวิธีการ ทำ ดังนี้



วัสดุอุปกรณ์

-ใบตะไคร้หอมที่แห้ง จำนวน 0.5 กิโลกรัม
-มูลกระบือสดจำนวน 2 ถัง (ประมาณ 30 กิโลกรัม)
-น้ำเปล่า ประมาณ 2 ลิตร
ขั้นตอนวิธีการทำ
-หั่นใบตะไคร้หอมยาวขนาด 1 เซนติเมตร แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง
-นำใบตะไคร้หอมที่แห้ง จำนวน 0.5 กิโลกรัมและมูลกระบือสดมาผสมคลุกเคล้ากันค่อยๆเติมน้ำลงไปและให้เท้าขยำคลุก เคล้าให้เข้ากันระวังอย่าให้เหลวหรือข้นจนเกินไป
-เมื่อผสมคลุกเคล้าได้ที่แล้วก็นำมาเทใส่แบบไม้ ขนาด 50x50x3 เซนติเมตร แล้วทิ้งไว้ให้พอหมาดๆ จึงถอดไม้แบบออกแล้วตากต่อไปให้แห้งสนิท โดยพื้นที่สำหรับวางไม้แบบไม่ควรเป็นพื้นดินแต่ควรจะเป็นพื้นคอนกรีตจะดีที่ สุด
-เมื่อแห้งสนิทแล้วจึงนำมาตัดให้เป็นแท่ง ขนาด 50x3 เซนติเมตร (ใช้เลื่อนตัด)
วิธีการใช้/สรรพคุณ
-นำยาไล่ยุงที่ตัดเรียบร้อยแล้วไปจุดเพื่อไล่ยุงภายในคอกสัตว์ ซึ่ง 1 แท่ง (ขนาด 50x3 เซนติเมตร) จะสามารถใช้ได้ประมาณ 3 ชั่วโมง



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ :คุณกนก ผ่องอรัญ เจ้าพนักงานสัตวบาลชำนาญงาน (081-955-5300)
ศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีอุบลราชธานี (อำนาจเจริญ) 045-541242
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การป้องกันกำจัดเพลี้ยในนาข้าว

Posted by Gang of 4wd on 17:29 in
ข้าว(1)การป้องกันกำจัดเพลี้ยในนาข้าวใช้แกลบดิบ1กก.น้ำมันเครื่องเก่า150cc
ข้าว(2)ผสมกันหว่านในนา1ไร่น้ำมันจะกระจายตัวบนผิวน้ำส่งผลให้เพลี้ยตาย

ปัญหาในนาข้าว เกษตรกรหลายท่านประสบปัญหา เช่นเดียวกับ คุณนที ที่ กำลังประสบปัญหาเรื่องเพลี้ยในนาข้าว จึงอยากได้วิธีการป้องกันและกำจัด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ Farmer Info ได้สอบถามข้อมูลไป ยังคุณสว่างรัตน์ ประสารวุฒิ เกษตรกรผู้มีประสบการณ์ด้านการทำนา มาให้คำแนะ นำและวิธีการ ซึ่งเป็นวิธีการง่ายๆ โดยการใช้น้ำมันเครื่องเก่า ดังนี้



ส่วนผสม : สำหรับพื้นที่ปลูกข้าว 1 ไร่

1.แกลบดิบ จำนวน 1 กิโลกรัม
2.น้ำมันเครื่องเก่า ปริมาณ 150 ซีซี
วิธีการทำ : นำแกลบและน้ำมันเครื่องมาผสม คลุกเคล้าให้เข้ากัน
การนำไปใช้ : นำส่วนผสมที่ได้ไปหว่านในนาข้าวเพื่อใช้ในการป้องกันและกำจัดเพลี้ย

**หลักการ คือ หลังจากหว่านแกลบผสมน้ำมันเครื่อง น้ำมันจะกระจายตัวบนผิวน้ำจนทั่วแปลงปลูกข้าว จะส่งผลให้เพลี้ยตายในที่สุด**

ที่มา : นายสว่างรัตน์ ประสารวุฒิ เกษตรกรบ้านทุ่งนาตาจอ ม.8 ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร
ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชุมพร

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำปุ๋ยน้ำเย็นบำรุงพืช

Posted by Gang of 4wd on 19:04 in
ปุ๋ยน้ำเย็น(1)สูตรคุณบุญชู ปารมี เกษตรกรผู้ทำไร่นาสวนผสม จ.ลพบุรี
ปุ๋ยน้ำเย็น(2)ช่วยบำรุงพืช ลดค่าใช้จ่าย ศึกษาวิธีการทำโทร*1677 กด 2 ค่ะ


ปุ๋ย น้ำเย็น ถือว่าเป็น ปุ๋ยหมัก อีกชนิดหนึ่งที่ผู้ใหญ่บุญ ชู ปารมี เกษตรกรไร่นาสวนผสมในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ได้ทำการคิด ค้น และทดลองจนประสบความสำเร็จ สามารถบำรุงพืชได้เป็นอย่างดี และที่ สำคัญ สามารถลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย ในการผลิตได้เป็นอย่างดี จากการลง พื้นที่ร่วมพูดคุย กับผู้ใหญ่บุญชู ในเรื่องการทำเกษตร ผู้ใหญ่ ได้แนะ วิธีการทำปุ๋ยน้ำเย็น เพื่อนำข้อมูลมาเผยแพร่ให้กับเกษตรกรและผู้ที่ สนใจ ด้วยวิธีการและรายละเอียดดังนี้


วัสดุที่ใช้
1. มูลวัว มูลควาย แห้ง จำนวน 10 กิโลกรัม
2. ผลไม้สุกที่มีสีเหลือง จำนวน 5 กิโลกรัม
3. ต้นหน่อกล้วยน้ำว้าที่หั่นแล้ว จำนวน 5 กิโลกรัม
4. ใบหรือยอดกระถิน จำนวน 5 กิโลกรัม
5. ใบทองหลาง จำนวน 5 กิโลกรัม
6. ยอดหญ้าขน จำนวน 5 กิโลกรัม
7. หอยเชอรี่หรือเศษปลา จำนวน 5 กิโลกรัม
8. กากน้ำตาล จำนวน 8-10 กิโลกรัม
9. ผักบุ้ง จำนวน 5 กิโลกรัม
10.ถังพลาสติกขนาด 180-200 ลิตร จำนวน 1 ลูก
11.น้ำสะอาด หรือ น้ำมะพร้าว พอท่วม


วิธีการทำ
ผสมทุกอย่างลงในถังที่เตรียมไว้ เอาน้ำสะอาด เช่น น้ำฝนหรือน้ำประปาที่ใส่โอ่งทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 4 -5 วัน หรือน้ำมะพร้าวอย่างใดอย่างหนึ่งมาผสมกับกากน้ำตาลเทใส่ถังหมักกะเอาพอท่วม วัตถุดิบที่อยู่ในถังพอดี และผิดฝาถังไว้ 3-5 วัน ให้ค่อยๆ คนให้เข้ากัน หมักไว้ 7-15 วัน ให้กรองเอาแต่น้ำหมักออกมาใช้ได้เลย

อัตราการการนำไปใช้
ถ้าใช้เป็นปุ๋ยทางใบ หรือใช้ ฉีด 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
ถ้าใช้เป็นปุ๋ยน้ำ หรือรดโคนต้น ใช้ 30-40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ได้กับพืชทุกชนิด

หมายเหตุ : ถ้ากลิ่นของน้ำหมักยังไม่หายเหม็น ให้ผสมกากน้ำตาล กับน้ำมะพร้าวอ่อนลงไปอีกจนกว่ากลิ่นจะหายเหม็นแล้วค่อยๆ เอาออกมาใช้ได้ ปุ๋ยสูตรนี้ยิ่งหมักไว้นานยิ่งดี ปุ๋ยสูตรนี้เข้มข้นมาก ควรใช้แต่น้อย จนกว่าพืชแต่ละชนิดจะปรับตัวได้สำหรับกากที่กรองเอาน้ำหมดแล้วอย่างทิ้ง ตากไว้ใส่โคนต้นไม้เป็นปุ๋ยทางดินใส่รอบๆ โคนต้นอย่าใส่มาก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ผู้ใหญ่บุญชู ปารมี เกษตรกรไร่นาสวนผสม และครูติดแผ่นติดที่ประสบความสำเร็จ ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำปุ๋ยพืชสด

Posted by Gang of 4wd on 19:02 in
ข้าว(1)การทำปุ๋ยพืชสดใช้ผักตบชวา,กระถินหรืออื่นๆ10กก.แกลบดิบแกลบดำ
ข้าว(2)ปุ๋ยคอกอย่างละ10กก.รำอ่อน3กก.จุรินทรีย์400ccหมัก1เดือนบำรุงดิน


การทำปุ๋ยพืชสด
วัสดุอุปกรณ์

1.กระถินหรือผักตบชวาหรือโสนทั้งต้นหรือหญ้าขนหรือต้นถั่วหรือฝักถั่วหรือซางอ้อยหรือฟางข้าว 10 กก.
2.แกลบแดง 10 กก.
3.แกลบดำ 10 กก.
4.ปุ๋ยคอก 10 กก.
5.ลำอ่อน 3 กก.
6.น้ำจุลินทรีย์ 2 แก้ว ผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร
วิธีทำ/ขั้นตอน
นำส่วนผสมทุกอย่างผสมกันหมักไว้ 1 เดือน จากนั้นสามารถนำไปใส่เป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้ทุกชนิด นาข้าว แต่ห้ามใช้กับสารเคมี ห้ามใช้กับน้ำประปา เพราะสารเคมีจะไปทำลายจุลินทรีย์ในปุ๋ย
วิธีนำไปใช้
1.ใช้กับนาข้าว 1 ไร่ ใช้ 1 ตัน (1,000 กก.) ใส่ปุ๋ยพืชสดตอนตีเทือก โดยวิธีการโรย
2.สวนผัก 1 ไร่ ใช้ 4 ตัน
ประโยชน์
ทำให้ดินมีไนโตรเจน พืชเจริญงอกงาม ลดต้นทุน


นายทองปาน เผ่าโสภา ปราชญ์ชาวบ้าน (ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนตำบลหนองกุลา) เลขที่ 163 ม.14 บ้านหนองปลวก ตำบลหนองกุลา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก 65140 เบอร์โทรศัพท์ 08-6206-3680
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.พิษณุโลก

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำ EM อย่างง่ายโดยใช้เปลือกแตงโม

Posted by Gang of 4wd on 17:41 in
ข้าว(1)การทำ EM อย่างง่ายใช้เปลือกแตงโม 1 กก.หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
ข้าว(2)ผสมน้ำตาลทรายแดง1กก.หมักกลางแดด15วันสามารถควบคุมแมลงและเพลี้ยได้




ด้วย EM เป็นชื่อที่เกษตรกรส่วนใหญ่รู้จักและได้นำไปใช้เป็นส่วนผสมใน การหมักน้ำหมักสูตรต่างๆใช้เพื่อการเกษตรให้เกิดประโยชน์ ดังนั้น เกษตรกร อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี จึงได้แนะวิธีการทำEM อย่างง่ายซึ่งเกษตรกร สามารถทำกันใช้ได้เองโดยมีวิธีการทำและส่วนผสมดังนี้

วัสดุอุปกรณ์

1.เปลือกแตงโม 1 กก.
2.น้ำตาลทรายแดง 1 กก.
วิธีทำ
1.น้ำเปลือกแตงโมมาหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ
2.ผสมคลุกเคล้ากับน้ำตาลทรายแล้วนำใส่ถังหมัก
3.นำไปตั้งไว้กลางแดดหมักไว้ 15 วัน (ในการหมักไม่ต้องใส่น้ำ)
อัตราการใช้ในการขยาย
1.EM 100% จำนวน 2 ช้อนแกง
2.น้ำตาลทรายแดง 3 ขีด
3.น้ำ 20 ลิตร
4. ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน
ประโยชน์/ข้อดี : สามารถควบคุมแมลง และตัดวงจรการวางไข่ของยุงและเพลี้ยได้


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชัยนาท

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำปุ๋ยหมักชีวภาพจากซากสัตว์

Posted by Gang of 4wd on 19:34 in
ข้าว(1)การทำปุ๋ยหมักชีวภาพจากซากสัตว์ใช้หอยเชอรี30 กก.สารพด.2 1ซอง
ข้าว(2)กากน้ำตาล10ลิตรน้ำ10ลิตรผลไม้สุก10กก.หมัก21วันใส่ตอนไถนา


การทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากซากสัตว์

วัตถุดิบ
- หอยเชอรี่ จำนวน 30 กิโลกรัม
-ผลไม้สุก/ผลไม้หวาน เช่น มะม่วงสุก,ขนุน,กล้วย จำนวน 10 กิโลกรัม
- กากน้ำตาล จำนวน 10 กิโลกรัม
- น้ำเปล่า จำนวน 10 ลิตร
-สาร พด.2 จำนวน 1 ซอง

วิธีการทำ
- นำหอยเชอรี่ใส่ถังขนาด 50 ลิตร ผสมกากน้ำตาลลงไป โดยหอยเชอรี่ไม่ต้องทุบ
- ผสม พด.2 กับน้ำเปล่า 10 ลิตร คนให้เข้ากันประมาณ 5 นาที เพื่อให้จุลินทรีย์แตกตัวเต็มที่
- เทน้ำที่ผสม พด.2 เรียบร้อยแล้ว ใส่ลงในถังหมักหอยเชอรี่และผลไม้ คนให้เข้ากัน โดยไม่ต้องปิดฝาแน่น
-ใช้เวลาหมักนาน 21 วัน ก็นำไปใช้ประโยชน์ได้
ประโยชน์
-เพื่อเป็นปุ๋ยน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ เพื่อปรับปรุงบำรุงดินและเพิ่มธาตุอาหารในดินได้อย่างดี
-เพื่อบำรุงยอด บำรุงดอก ของต้นข้าว ให้มีผลดกมากขึ้น
การนำไปใช้
-ส่วนมากจะนิยมใช้น้ำหมักจากหอยเชอรี่นี้ในนาข้าว ใช้ตอนไถดำ โดยเอาน้ำหมักเข้มข้นใส่ขวดโค้กลิตรเจาะรูให้เท่าแล้วแขวนห้อยติดไปกับรถไถ ให้หัวขวดห้อยลง ใช้ประมาณ 2 ลิตร/ไร่


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ขอนแก่น

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ควบคุมเพลี้ยกระโดดโดยใช้น้ำส้มสายชู

Posted by Gang of 4wd on 19:32 in
ข้าว(1)ควบคุมเพลี้ยกระโดดโดยใช้ภูมิปัญญาสำหรับนาข้าวที่ไม่มีน้ำ นาแห้ง
ข้าว(2)น้ำส้มสายชู300cc ผสมน้ำ200ลิตร/นา1ไร่ คนให้ทั่วฉีดพ่นในแปลงนา

เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจังหวัดกาฬสินธุ์ ประสบปัญหาเพลี้ยกระโดดระบาดใน นาข้าว ต้องการทราบวิธีการกำจัดควบคุมโดยเน้นอินทรีย์ชีวภาพ จึงขอคำแนะนำ ผ่านรายการร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครราชสีมา โดยมี นางบุญรัตน์ รัตน เศียร เกษตรกรดีเด่นประจำจังหวัดตราด ผู้เชี่ยวชาญการปลูกข้าวอินทรีย์ แนะ นำ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวว่า สำหรับนาข้าวที่ไม่มีน้ำ นาแห้ง สามารถ กำจัด ควบคุมเพลี้ยกระโดดได้โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นช่วยด้วยวิธี ดังนี้



วัตถุดิบ

1.น้ำส้มสายชู 300 ซีซี
2.น้ำ 200 ลิตร
วิธีการทำ
นำน้ำส้มสายชู 300 ซีซี มาผสมน้ำ 200 ลิตร (ต่อนา 1 ไร่) คนให้เข้ากัน นำไปฉีดพ่นให้ทั่วแปลงนาข้าว จะช่วยกำจัดเพลี้ยกระโดดและควบคุมได้นานถึง 1 เดือน ใช้ได้ผลดีกว่าการใช้สารเคมีอย่างเห็นได้ชัด


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครราชสีมา

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ปุ๋ยสูตรบำรุงรองก้นหลุมให้พืชงาม

Posted by Gang of 4wd on 17:46 in
ปุ๋ยหมัก(1)สูตรรองก้นหลุมก่อนปลูกพืชช่วยให้พืชเติบโตดี วัตถุดิบที่ใช้
ปุ๋ยหมัก(2)ใบหญ้าแฝก แกนข้าวโพด เปลือกมัน วิธีการทำโทร *1677 กด 2 ค่ะ

ใน การทำการเกษตร ปัญหาที่สำคัญอีกประการของเกษตรกรส่วนใหญ่ คือการที่ พื้นที่ของตนนั้นไม่อุดมสมบูรณ์พอกับความต้องการของพืช ทำให้พืชที่ปลูกมี การเจริญเติบโตที่ช้า และไม่สมบูรณ์ แต่คุณยัณ วรรณราด มีเคล็ดลับและสูตร ต่างๆที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆได้ เหมือนกับปุ๋ยสูตรบำรุงก้นหลุมให้ปลูกแล้ว งาม ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้พืชสวนและพืชไร่งามดี และสามารถทำใช้ได้ เอง ซึ่งจะทำให้ประหยัดต้นทุนและสามารถเห็นผลได้จริง



วัสดุ-อุปกรณ์

-ใบหญ้าแฝก 1 ตัน

-แกนข้าวโพด 2 ตัน

-เปลือกมัน 3 ตัน

-น้ำหมักมูลสุกร(สูตรและวิธีการทำด้านล่าง)

-น้ำหมักฮอร์โมนผลไม้(สูตรและวิธีการทำด้านล่าง)



วิธีการทำ
-ให้นำใบหญ้าแฝก แกนข้าวโพด และเปลือกมัน มาทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน
-หลังจากนั้นให้นำน้ำหมักมูลสุกรมาทำการผสมกับน้ำหมักฮอร์โมนผลไม้ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 แล้วนำไปฉีดในกองปุ๋ย เพื่อให้ได้ความชื้นประมาณ 60 %
-หลังจากนั้นให้นำผ้าหรือกระสอบป่านมาคลุม หมักไว้ 2-3 เดือน ก็สามารถนำไปใช้ได้ (ในช่วงการหมัก ต้องมีการกลับกองปุ๋ยทุกๆ 15 วัน )

วิธีการใช้
-สามารถนำไปใส่ก้นหลุม หรือนำไปใส่พืชให้มีอัตราการเจริญเติบโตดีขึ้นได้

หมายเหตุ
- ในการนำไปใช้กับมัน หรือพืชที่ต้องการหัว ไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะจะทำให้ต้นงามเกินความจำเป็นและทำให้หัวเล็ก แป้งน้อย


สูตรการทำน้ำหมักมูลสุกร

วัสดุ-อุปกรณ์
- มูลสุกรแห้ง 20 กิโลกรัม
- น้ำ 180 ลิตร
- ถัง 200 ลิตร 1 ใบ

วิธีการทำ
- นำมูลสุกรที่แห้งมาใส่ในถัง 200 ลิตร
- หลังจากนั้นทำการเติมน้ำลงไป 180 ลิตร
- แล้วทำการคนให้เข้ากัน ปิดฝาหมักไว้ 24 ชั่วโมง ก็สามารถนำออกมาใช้ได้ วิธีการใช้และอัตรา

การใช้
- น้ำหมักมูลสุกร 1 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลิตร ใช้ในการฉีกพ่นบำรุงต้นอ้อย ข้าว และมันสำปะหลัง ทุกๆ 15 วัน - น้ำหมักมูลสุกร 4 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลิตร ใช้ในการบำรุงดิน



สูตรการทำน้ำหมักฮอร์โมนผลไม้

วัสดุอุปกรณ์
- ขนุน 15 กิโลกรัม
- กล้วยน้ำหว้า 15 กิโลกรัม
- ฟักทอง 15 กิโลกรัม
- พด2 1 ซอง
- กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม

วิธีการทำ
- นำขนุน กล้วยน้ำหว้า และฟักทอง มาทำการสับให้ละเอียด แล้วนำไปใส่ลงถัง
- หลังจากนั้นให้ทำการใส่ พด2 และกากน้ำตาลลงไป
- แล้วทำการคนให้เข้ากัน หมักเอาไว้ 7 วัน ก็สามารถนำไปใช้ได้

อัตราการใช้
- น้ำหมักผลไม้ 1 ลิตร ต่อน้ำ 10 ลิตร ใช้ในการฉีดพ่นทุกๆ 15 วัน เพื่อช่วยบำรุงต้นและใบ หมายเหตุ - ต้องทำการคนน้ำหมักผลไม้ทุกวันๆละ 1 ครั้ง
- ในการใช้ สามารถใช้ผสมกับฮอร์โมนอื่นๆได้

************************

สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
คุณยัณ วรรณราด
หมู่ 7 ต.ทุ่งขนาน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี
เบอร์โทรศัพท์ 081-762-0839
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การบำรุงพื้นที่ดินเค็ม

Posted by Gang of 4wd on 17:44 in
ข้าว(1)การบำรุงพื้นที่ดินเค็มปลูกโสนอัฟริกันไถกลบใส่ปุ๋ยคอก400กก./ไร่
ข้าว(2)ก่อนทำการหว่านเมล็ดพันธุ์หากเค็มมากใส่โดโลไมต์ 500 กก./ไร่


นายมานะ เซียงสันเทียะ เกษตรกรบ้านโคกพรม ม.5 ต.โนนไทย อ.โนน ไทย นครราชสีมา มีพื้นที่สำหรับการปลูกข้าว 24 ไร่ ได้ทำการขุดคลองล้อม ที่นาซึ่งเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติฟื้นฟูปฐพีไทย และยังได้รับรางวัลชนะ เลิศ เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพทำนาดีเด่น ประจำปี 2552 พื้นที่ปลูกข้าว พันธุ์มะลิ 105 เริ่มต้นในการทำนาข้าวแบบอินทรีย์มา 9 ปี โดยการทำปุ๋ย-น้ำ หมักใช้เอง ในการเริ่มต้นทำนาข้าวจะมีปัญหามาก เนื่องจากในพื้นที่มี สภาพดินเค็ม และยังเป็นนาที่อาศัยน้ำธรรมชาติอย่างเดียว แต่ผลผลิตที่ได้ เฉลี่ยไร่ละ 600 กิโลกรัม .. คุณมานะ ได้แนะนำเกษตรกรถึงการบำรุงนาข้าว อินทรีย์ในดินเค็ม



การปลูกข้าวและการบำรุงข้าวในพื้นที่ดินเค็ม สิ่งที่ต้องทำคือ

1.เตรียมดินในเดือนมกราคม และทำการหว่านปุ๋ยพืชสด (ปุ๋ยพืชสดที่เหมาะในการปรับปรุงดินค็มก็คือโสนแอฟริกัน เพราะมีความทนทานต่อสภาพดินเค็ม)
2.หลังจากที่หว่านโสนแอฟริกันได้ 60 วัน ก็จะเริ่มออกดอก ให้ทำการไถกลบตอซังพร้อมกับโสนแอฟริกัน
3.ให้ตากดินไว้จนถึงเดือนเมษายน จึงทำการหว่านปุ๋ยหมักมูลสัตว์ปริมาณ 400 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ หลังจากหว่านปุ๋ยแล้วให้ทำการไถแปรดินไปพร้อมกับปุ๋ยหมักมูลสัตว์
4.เมื่อเตรียมดินเสร็จพร้อมรอที่จะปลูกข้าว ซึ่งในสภาพดินที่มีความเค็มเล็กน้อยจะปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ได้ดี ข้าวจะมีกลิ่นหอมมากกว่าการปลูกในดินทั่วไป และหากดินมีค่าความเป็นกรดมากให้นำโดโลไมต์ มาใช้ในอัตราส่วนโดโลไมต์ 500-1000 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่
การทำปุ๋ยหมักมูลสัตว์
วิธีการ ให้นำเศษใบไม้ หญ้า ฟางต่างๆ มากองแล้วเกลี่ยไว้ในตารางขนาด 2x3 เมตรให้มีความสูง 30 cm. หลังจากนั้นนำมูลสัตว์กองทับชั้นบนสูง 30 cm.แล้วนำน้ำหมักชีวภาพมาราดบนกองวัสดุให้ชุ่มแล้วทำการคลุมด้วยผ้าพลาสติก สีดำคลุมไว้ ครบ 15 วันแรกให้ทำการกลับกองปุ๋ย หมักทิ้งไว้นาน 3 เดือน สามารถนำไปใช้ได้ (การหมักปุ๋ย ให้เริ่มทำการหมักก่อนที่จะทำการเก็บเกี่ยวเพื่อเตรียมไว้สำหรับการบำรุงนา ข้าวในรอบการปลูกหน้า)
การทำน้ำหมักชีวภาพ นำมาผสมกองปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์ เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน และบำรุงนาข้าวได้ดีช่วงก่อนข้าวออกรวง
วัตถุดิบคือ
1.หอยเชอรี่ หรือซากปลาที่ตายแล้ว 3 ส่วน
2.กากน้ำตาล 2 ส่วน
3.น้ำ 1 ส่วน
นำมาหมักทิ้งไว้ในร่มนาน 3 เดือน สามารถนำไปใช้ได้ นำไปรดในกองปุ๋ยหมัก น้ำหมัก 1 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครราชสีมา
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำน้ำนมข้าวโพด

Posted by Gang of 4wd on 18:23 in
น้ำนมข้าวโพด(1)ใช้ข้าวโพดหวานเป็นวัตถุดิบสูตรจากอาจารย์สุรพล เช้าฉ้อง
น้ำนมข้าวโพด(2)สามารถทำไว้ทานเองและเพื่อจำหน่ายได้สนใจโทร*1677กด2ค่ะ

อาจารย์ สุรพล เช้าฉ้อง นักวิชาการเกษตรชำนาญการระดับ 8 ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าว ฟ่างแห่งชาติ (ไร่สุวรรณ) ผู้เชี่ยวชาญการปลูกข้าวโพดหวาน ซึ่งทางศูนย์ วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ ได้แนะนำให้ความรู้เกษตรกรหันมาปลูกข้าว โพดหวาน ปัจจุบันมีสมาชิกว่า 60 คน .. ในวันนี้ อ.สุรพล ได้แนะนำกระบวนการ ขั้นตอนการทำน้ำนมข้าวโพด ด้วยวิธีดังนี้ คือ


วัตถุดิบ

1.ข้าวโพดหวาน

2.น้ำต้มเดือด

3.น้ำเชื่อม

4.เกลือ

ขั้นตอนการทำ
1.ทำการคัดข้าวโพดหวานฝักสดนำมาปลอกเปลือกทำความสะอาด
2.หลังจากทำความสะอาดข้าวโพดหวานแล้วให้ทำการฝานเมล็ดด้วยมีดหรือถ้ามีปริมาณมากก็นำเข้าเครื่องฝานเมล็ด
3.เมล็ดข้าวโพดที่ผ่านการฝานเมล็ดแล้ว ให้นำมาชั่งน้ำหนัก โดยอัตราการใช้เพื่อนำไปต้มจะใช้
เมล็ดข้าวโพดที่ฝานแล้ว 15 กิโลกรัม เติมเกลือป่นลงไป 1 ช้อนโต๊ะ
4.ต้มน้ำ 25 ลิตร ให้เดือดแล้วนำเมล็ดข้าวโพดที่ใส่เกลือเตรียมไว้เทลงไปต้มระยะเวลาในการต้ม 12-15 นาที
5.พอต้มครบตามเวลาที่กำหนดแล้ว ให้นำไปเทลงที่เครื่องปั่นคัดแยกน้ำ และคัดแยกกากออก
6.หลังจากคัดแยกแล้วก็จะทำการนำน้ำข้าวโพดไปกรองบนตะแกรงที่ละเอียดอีกครั้ง และให้ทำการวัดระดับค่าความหวานของน้ำนมข้าวโพด (ซึ่งการนำมาวัดระดับความหวานน้ำนมข้าวโพดจะให้มีระดับความหวานอยู่ที่ 8 องศาบริก หรือถ้าทำทานในครอบครัวจะใช้ผ้าขาวบางกรองก็ได้ ความหวานอยู่ที่ความต้องการ)
7. หลังจากเติมน้ำเชื่อมจนได้ค่าความหวานที่ 8 องศาบริกแล้วก็จะนำไปกรอกใส่ขวดพลาสติก ปิดฝาให้สนิทส่งไปน็อคด้วยความเย็น (ถังน้ำแข็งที่มีความเย็น 0 องศา) เพื่อช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อ โดยไม่ใส่สารกันเสีย

หมายเหตุ .. น้ำนมข้าวโพดที่ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ (ไร่สุวรรณ) สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน 3 วัน โดยไม่เสียรสชาติ ราคาจำหน่ายอยู่ที่ขวดละ 14 บาท วันธรรมดาจำหน่ายได้ 5,000 ขวด วันเสาร์และอาทิตย์ วันละ 20,000 ขวด (ข้าวโพดหวาน) จำนวน 4-5 ฝัก ทำน้ำข้าวโพดได้ 5 ขวด) .. ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ ตั้งอยู่ในเขตตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา 044-361-770-6


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครราชสีมา

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีการทำข้าวเกรียบเห็ดหอมเพิ่มมูลค่า

Posted by Gang of 4wd on 18:37 in
เห็ดหอม(1)นำมาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบเห็ดหอมเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้
เห็ดหอม(2)อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สนใจวิธีการทำโทร*1677กด2ค่ะ
เห็ด หอมเป็นเห็ดที่นิยมนำมาปรุงแต่งอาหารให้มีรสชาติดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมี ประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากในเห็ดหอมจะอุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามิน บี โปรตีน และแร่ธาตุอื่นๆ อีกมากมาย ช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง ลดไขมันในเส้น เลือดและช่วยลดคลอเรสเตอร์อลได้ด้วย ….ตามปกติ เห็ดหอมที่จำหน่ายกันตาม ท้องตลาดก็ราคาแพงอยู่แล้วกิโลกรัมละ 150 บาท ทาง “สวนเห็ดดอก ลำดวน” บ้านห้วยฆ้อง หมู่9 ต.พิมาย อ.ปรางกู่ จังหวัดศรีสะเกษ ได้มี กรรมวิธีเพิ่มมูลค่าให้กับเห็ดหอมขึ้นอีก โดยนำไปแปรรูปเป็นข้าวเกรียบ เห็ดหอมเพิ่มมูลค่า ซึ่งมีวิธีการ ดังนี้:


ส่วนผสมที่สำคัญ :
-เห็ดหอม(หรือเห็ดชนิดใดก็ได้) 10 กรัม

-แป้งมันสำปะหลัง 180 กรัม

-เกลือป่น 1 ช้อนชา

-พริกไทยป่น 1 ช้อนชา

-น้ำต้มเห็ดหอม 3/4 ถ้วยตวง

ขั้นตอนวิธีการทำ
1.ล้างเห็ดหอมให้สะอาดแช่น้ำให้นิ่ม หั่นเป็นชิ้นบาง
2.นำเห็ดหอมและน้ำที่แช่ต้มให้เห็ดสุก จากนั้นนำเห็ดไปบดหรือสับให้ละเอียด
3.นำผสมส่วนผสมทั้งหมดนวดให้เข้ากัน
4.ปั้นแป้งให้เป็นแท่งยาวประมาณ 5 - 6 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 นิ้ว ห่อด้วยพลาสติกทนความร้อนมัดหัวท้ายให้แน่น พักแป้งไว้ประมาณ 20 - 30 นาที
5.นำไปนึ่งไฟแรง ประมาณ 50 - 60 นาที พอสุกยกลงพักให้เย็น
6.เก็บไว้ในตู้เย็น 1 คืน ให้แป้งอยู่ตัว นำออกมาหั่นเป็นแผ่นบางตากให้แห้งสนิท
7.เวลาทอดใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ทอดน้ำมันมาก ใส่ข้าวเกรียบทีละน้อย ช้อนข้าวเกรียบตลอดเวลา ให้ข้าวเกรียบพองเสมอกัน จากนั้นตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
8.บรรจุถุงในขณะเย็น ถ้าร้อนข้าวเกรียบจะนิ่มไม่น่ารับประทาน


ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : “สวนเห็ดดอกลำดวน” บ.ห้วยฆ้อง หมู่9 ต.พิมาย อ.ปรางกู่ จังหวัดศรีสะเกษ โทร.045-697225


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจ.อุบลราชธานี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีแก้ปัญหาดินในนาเป็นหล่ม

Posted by Gang of 4wd on 17:32 in
ข้าว(1)วิธีแก้ปัญหาดินในนาเป็นหล่มใช้สารส้มบดละเอียด3-4ขีดปูนแดง2ขีด
ข้าว(2)น้ำซาวข้าว5ลิตรหมัก1คืนนำไปหยดตรงนาที่หล่มให้ทั่วเดือนละ1ครั้ง

เนื่องด้วยพื้นที่การทำการเกษตรของชาวนาเป็นพื้นที่ที่หลากหลายกันออก ไป ทั้งปัญหาเรื่องดินเป็นหล่มทำให้เป็นอุปสรรคในการทำนา ด้วยปัญหาดัง กล่าวคุณสมคิด เกิดเรือง เกษตรกรบ้านน้ำตาล อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี จึง นำภูมิปัญญาง่ายๆที่มาช่วยแก้ปัญหาเรืองดินเป็นหล่มในพื้นที่ทำนาให้ลดน้อย ลง



วัสดุอุปกรณ์
1.สารส้มบดละเอียด 2 แก้ว
2.ปูนแดง 2 ขีด
3.น้ำซาวข้าว 5 ลิตร
4.แกลลอนสำหรับการหมักขนาด 5 ลิตร 1 ใบ
วิธีทำ
1.นำสารส้มที่บดละเอียดแล้วมาผสมกับปูนแดงในน้ำซาวข้าว
2.นำใส่แกลลอนที่เตรียมไว้จากนั้นเขย่าให้เข้ากัน
3.หมักไว้ 1 คืน
อัตราการใช้
ในการผสมอัตราส่วนในแกลลอนขนาด 5 ลิตร สามารถนำไปหยอดพื้นที่นาข้าวให้ทั่วได้ประมาณ 5-6 ไร่ หยอดเฉพาะพื้นที่บริเวณที่เป็นหล่มทุกๆ 30 วัน
ระยะเวลาในการใช้
- หลังจากปลูกข้าวได้ประมาณ 20-25 วัน เพื่อรอการตั้งต้นได้ของกอข้าว
- หลังจากนั้นทุกๆ 30 วันจนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิต ในการทำนาครั้งต่อไปลักษณะดินจากที่เป็นหล่มจะเริ่มพัฒนาดีขึ้น
ประโยชน์/ข้อดี
- ช่วยลดปัญหาเรื่องดินเป็นหล่มได้
- ช่วยเร่งข้าวให้แตกกอได้ดียิ่งขึ้น โดยวัสดุที่ใช้ในการหมักจะมีพลังแฝงช่วยเร่งข้าวให้เติบโตได้ดียิ่งขึ้น


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชัยนาท
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

เทคนิคและวิธีการทำชั้นวางก้อนเชื้อเห็ดแบบแขวนลอย

Posted by Gang of 4wd on 17:29 in
เห็ด(1)ทำชั้นวางก้อนเชื้อแบบแขวนลอย ลงทุนน้อย กำไรมาก เก็บผลผลิตได้นาน
เห็ด(2)แนวคิดจากคุณอุทัย ชุมทอง จ.พัทลุง ศึกษาข้อมูลการทำโทร*1677กด2

จาก สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันนี้ ส่งผลกระทบทำให้พืชภัณฑ์ธัญญาหาร ทางการเกษตรของเกษตรกรเกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น โรค รา แมลงศัตรูพืช ที่ ทำลายพืชชนิดต่างๆจนเกิดความเสียหายจำนวนมาก แต่คุณอุทัย ชุมทอง เกษตรกร ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านกรรมวิธีการเพาะเห็ด หลายชนิดเป็นหลัก ณ บ้านเขา จันทร์ 2 หมู่ 6 ต.หนองธง อ.ป่าบอน ได้พบปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับการเพาะ เห็ด เช่น โรค เชื้อราและแมลงศัตรูพืชชนิดต่างๆที่เข้ามาทำลายในโรงเรือน เพาะเห็ด จากปัญหาดังกล่าวทำให้คุณอุทัยได้พบวิธีแก้และป้องกันกระบวนการ เพาะเห็ด แต่ปัญหาที่พบจากการเพาะเห็ดในโรงเรือน เกิดจากโรค ราต่างๆ เพราะ การวางก้อนเชื้อเห็ดบนพื้นราบจะเกิดปัญหาดังกล่าวได้ง่าย คุณอุทัย จึงหา วิธีแก้ ซึ่งใช้ภูมิปัญญาของตนเองที่คิดค้นขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาและลดการ เกิดโรค ราต่างๆแบบลดต้นทุน มาเป็นการทำชั้นวางก้อนเชื้อเห็ดแบบแขวนลอย โดย มีรายละเอียดการแก้ปัญหาที่สำคัญดังนี้



วัสดุ อุปกรณ์
1. ก้อนเชื้อเห็ด

2. เชือกไนล่อน

3. ขวดน้ำดื่มพลาสติก


วิธีการทำ
-นำเชือกไนล่องมาตัดตามยาวประมาณ 1.50 เมตร จำนวน 4 เส้น แล้วมัดจุกให้แน่นรวมกันบริเวณปลายของเชือก
-ทำการตัดหัว ตัดท้ายของขวดน้ำดื่มพลาสติกให้ได้ขนาดเท่าๆกัน แล้วทำให้ขวดแบนเป็นแผ่น พร้อมทั้งเจาะรูที่มุมทั้ง 4 ด้าน เพื่อไว้ใส่เชือกไนล่อนและไว้เป็นตัวรับน้ำหนักของก้อนเชื้อเห็ดที่นำไปวาง
-นำเชือกไนล่อนที่เตรียมเสร็จแล้วไปแขวนในโรงเรือนเพาะเห็ดให้ได้ระยะห่าง เท่าๆกัน พร้อมทั้งนำก้อนเชื้อเห็ดไปวางซ้อนทับกัน แต่เมื่อวางก้อนเชื้อเห็ดไปได้ประมาณ 2 ก้อนให้นำแผ่นขวดพลาสติกที่เจาะรูแล้วใส่ทับลงไปหรือกันเอาไว้เป็นช่วงๆ เพื่อลดแรงอัดและช่วยรับน้ำหนักของก้อนเชื้อเห็ดที่วางซ้อนกัน ซึ่งในหนึ่งแผงของชั้นวางแบบแขวนลอยสามารถวางก้อนเชื้อเห็ดได้ประมาณ 14-16 ก้อน


ข้อดีของการทำชั้นวางก้อนเชื้อเห็ดแบบแขวนลอย
1. สามารถป้องกันและกำจัดโรคที่เกิดกับเห็ดได้อย่างเห็นได้ชัด
2. ใช้พื้นว่างในโรงการเพาะให้เป็นประโยชน์
3. ง่ายต่อการจัดการและการเก็บเกี่ยวดอกเห็ด
4. ในพื้นที่3x6 เมตร สามารถเพาะเห็ดได้ประมาณ 1,700-2,000 ก้อน
5. ลงทุนน้อย กำไรมาก เก็บผลผลิตได้นาน


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครศรีธรรมราช

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำแซนวิชจากข้าวหอมมะลิ

Posted by Gang of 4wd on 18:09 in
ข้าว(1)การแปรรูปสินค้าทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า
ข้าว(2)การทำแซนวิช จากข้าวหอมมะลิ สนใจข้อมูลโทร * 1677 กด2

แซนด์วิชข้าวหอมมะลิ
-แซนด์วิชข้าวหอมมะลิ เป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นโดยทีม งานคณะครูและนักศึกษา แผนกวิชาอุตสาหกรรมเกษตร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ยโสธร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เนื่องจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร เป็น สถาบันที่ได้รับความไว้วางใจจากจังหวัดยโสธร ให้เป็นแหล่งผลิตพันธุ์ข้าวหอม มะลิ 105 เพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกร ส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิ ตลอดจนศึกษากา รนข้าวหอมมะลิมาแปรรูปให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เป็นการเพิ่มมูลค่าให้ กับข้าวหอมมะลิมากยิ่งขึ้น

บทบาทสำคัญของแซนด์วิชข้าวหอมมะลิ
-บทบาทสำคัญขององค์ประกอบในผลิตภัณฑ์มีดังนี้ คือ ข้าวหอมมะลิเป็นคาร์โบไฮเดรตแทนขนมปัง โดยมีไข่ทำหน้าที่เชื่อมประสานเมล็ดข้าวให้ขึ้นรูปได้อยู่ตัว มีเครื่องปรุงรสเป็นตัวทำให้เกิดรสชาติที่ดี ส่วนไขมันใช้ในการเพิ่มความหอมนุ่มของผลิตภัณฑ์และไม่ทำให้ติดภาชนะขณะทำ แซนด์วิชข้าวหอมมะลิ ส่วนผสมอื่นๆนั้นสามารถเติมได้ตามความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน

1 แซนด์วิชข้าวหอมมะลิสูตรน้ำพริกเผาต้มยำ
อุปกรณ์

-เตาสำหรับทำแซนด์วิช 1 เครื่อง
-ภาชนะสำหรับผสมข้าวตามความเหมาะสม
-ทัพพี หรือ ไม้พาย
ส่วนผสม
-ข้าวหอมมะลิ จำนวน 1 ถ้วยตวง(ถ้วยขนาดถ้วยน้ำพริก)
-ไข่ไก่ จำนวน 2 ฟอง
-น้ำพริกเผา จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
-กุนเชียงซอยแบบลูกเต๋า จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
-แครอทซอยแบบลูกเต๋า,ถั่วฝักยาวซอย,ข้าวโพดสุกแกะเมล็ด อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ(หรือเป็นธัญพืชอื่นๆตามต้องการ)
-เนยจืด จำนวน ครึ่ง ช้อนโต๊ะ
-เกล็ดขนมปัง จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
-ซีอิ้วขาว,น้ำมันพืช,ซอสหอยนางรม อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ
-เกลือ,นำตาล,รสดี พอประมาณตามชอบ

2.แซนด์วิชข้าวหอมมะลิสูตรทูน่าสเปรดสาหร่าย
อุปกรณ์
-เตาสำหรับทำแซนด์วิช 1 เครื่อง
-ภาชนะสำหรับผสมข้าวตามความเหมาะสม
-ทัพพี หรือ ไม้พาย
ส่วนผสม
-ข้าวหอมมะลิ จำนวน 1 ถ้วยตวง(ถ้วยขนาดถ้วยน้ำพริก)
-ไข่ไก่ จำนวน 2 ฟอง
-ทูน่าสเปรด จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
-สาหร่ายแบบซองฉีกละเอียด จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
-แครอทซอยแบบลูกเต๋า,ถั่วฝักยาวซอย,ข้าวโพดสุกแกะเมล็ด อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ(หรือเป็นธัญพืชอื่นๆตามต้องการ)
-เนยจืด จำนวน ครึ่ง ช้อนโต๊ะ
-เกล็ดขนมปัง จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ
-ซีอิ้วขาว,น้ำมันพืช,ซอสหอยนางรม อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ
-เกลือ,นำตาล,รสดี พอประมาณตามชอบ

วิธีการทำ
1.เตรียมเตาสำหรับทำแซนด์วิชให้ร้อน ใช้กระดาษทิชชู่ชุบน้ำมันทาหน้าเตาให้ทั่ว พยายามอย่าให้มันจนเกินไป เพราะจะทำให้แซนด์วิชออกมามันเยิ้มเกินไปไม่น่ารับประทาน
2.ตอกไข่ใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ตีให้ไข่แตกเข้ากัน
3.ใส่ข้าวหอมมะลิและส่วนผสมทั้งหมดตามสูตร ตามลงไป คนให้เข้ากันให้ทั่ว หากรู้สึกว่าส่วนผสมมีความเหลวจนเกินไปก็สามารถเติมข้าวหอมมะลิลงไปได้ และพยายามให้ส่วนผสมที่ออกมานั้นไม่ข้นและไม่เหลวจนเกินไป
4.เมื่อผสมส่วนผสมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ตักใส่เตาทำแซนด์วิชที่เตรียมไว้ทั้งหมด ซึ่งการผสม 1 ครั้ง จะใช้ทำ 1 หรือ 2 ครั้งก็ได้ตามขนาดของเตาแซนด์วิช เขี่ยข้าวให้พอดีและแน่นเหมาะสมกับหน้าเตา ปิดฝาแล้วทำการปิ้งต่อไปนานประมาณ 6 นาที
5.ครบ 6 นาที แล้ว ใช้ไม้พายหรือทัพพีตักขนมแซนด์วิชข้าวหอมมะลิออกมาใส่จาน พร้อมรับประทานในขณะที่ยังอุ่นอยู่จะได้รสชาติที่อร่อย นุ่มลิ้น และมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่
***ส่วนสูตรอื่นๆสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบและความเหมาะสม***

ติดต่อเจ้าของแนวคิดนี้ได้โดยตรงที่ อาจารย์ธัญลักษณ์ สิริเมฆ 081-263-5529 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยียโสธร อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

น้ำหมักไล่เพลี้ยจักจั่นเปลือกไข่

Posted by Gang of 4wd on 18:03 in
ข้าว(1)น้ำหมักไล่เพลี้ยจักจั่นเปลือกไข่18ฟอง พริกแห้ง2ขีดเกลือแกง1ขีด
ข้าว(2)น้ำซาวข้าว5ลิตรหมัก7วันการใช้5ลิตร/นา1ไร่หยดตรงทางน้ำไหลเข้านา

เพลี้ยจักจั่นเป็นศัตรูที่สำคัญ เพราะถ้าฝนทิ้งช่วงนาน ๆ อากาศแห้ง แล้ง เพลี้ยจักจั่นจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืช ทำให้แคระแกรน อาจทำให้พืชตาย ทั้งแปลงได้ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยอาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบพืช ถ้าใบพืชยัง อ่อนอยู่จะทำให้หดหงิกงอเล็กลง ถ้าใบโตจะทำให้ขอบใบเป็นสีเหลือง ถ้าระบาด มากขอบใบจะไหม้ห่อขึ้นด้านบน ในที่สุดใบจะแห้งตาย และร่วงหล่นไป
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาในแถบพื้นที่บริเวณภาคกลางมีการแพร่ระบาดของเพลี้ยจั๊กจั่นเกิดขึ้นทำให้เกษตรกรผู้ทำนาเกิดความเสียหายอย่างมาก



วัสดุอุปกรณ์
1.เปลือกไข่ 18 ฟอง
2..พริกแห้ง 2 ขีด
3.เกลือแกง 1 กำมือ ( ประมาณ1-2ขีด )
4.น้ำซาวข้าว 5 ลิตร
5.แกลลอนสำหรับการหมัก 1 ใบ
วิธีทำ
1.ทำการบดเปลือกไข่ที่เตรียมไว้ทั้งหมดให้พอละเอียด
2.นำเปลือกไข่ที่ละเอียดแล้ว พริกแกวแห้ง เกลือไปขั้วเพื่อให้พริกช่วยถ่ายเทความร้อนมายังเปลือกไข่
3.เมื่อทำการขั้วเรียบร้อยแล้วจึงนำไปใส่แกลลอนพร้อมน้ำซาวข้าวปิดฝาให้สนิท
4.หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วันจึงนำออกมาใช้
อัตราการใช้
น้ำหมักสูตรไล่เพลี้ยจักจั่น ในอัตราส่วน 5 ลิตร สามารถใช้ได้กับพื้นที่นาข้าว 1 ไร่ นำน้ำหมักดังกล่าวไปปล่อยตรงบริเวณทางไหลข้าวของน้ำในนา
ประโยชน์/ข้อดี
ด้วยความฉุนและความเผ็ดของส่วนผสมดังกล่าวจะทำให้เพลี้ยจักจั่นเกิดความปวดแสบปวดร้อน จึงหนีออกจากออกจากแปลงนา


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชัยนาท

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำน้ำหมักสาหร่ายหางกระรอก

Posted by Gang of 4wd on 19:22 in
ข้าว(1)การทำน้ำหมักสาหร่ายหางกระรอกเพิ่มธาตุไนโตรเจนใช้กากน้ำตาล25กก.
ข้าว(2)สาหร่าย50กก.น้ำมะพร้าว30กก.จุรินทรีย์ 2 ลิตรหมักนาน 3 เดือน

การทำนาแบบลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เป็นจุดมุ่งหมายหลัก ของเกษตรกรคน เก่ง อย่างคุณพิพัฒน์ บุญเสริมรัตน์ ประธานกลุ่มรวมมิตรเศรษฐกิจพอเพียง ทำ อย่างไร ถึงจะลดต้นทุนได้มากที่สุด ด้วยการนำวัตถุดิบที่มีตามธรรมชาติ หา ง่ายมาประยุกต์ใช้ในการผลิตเป็นฮอร์โมนบำรุงข้าว บำรุงพืชผักสวนครัว


สำหรับ ฮอร์โมนสูตรสาหร่ายหางหระรอกนั้น เป็นฮอร์โมนที่ให้ธาตุอาหารไนโตรเจนสูง เหมาะสำหรับการบำรุงข้าว โดยใช้คบคู่กับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และใช้แทนปุ๋ยยูเรีย มีวิธีการทำง่ายๆ ดังนี้
วัสดุ - อุปกรณ์
-สาหร่ายหางกระรอก 50 กิโลกรัม
-น้ำมะพร้าว 30 กิโลกรัม
-กากน้ำตาล 25 กิโลกรัม
-หัวเชื้อจุลินทรีย์ 2 ลิตร
ขั้นตอนการทำ
- นำสาหร่ายหางกระรอกใส่ลงในถังหมัก
- ละลายกากน้ำตาล ในน้ำเล็กน้อย เทตามลงไปในถัง
- ละลายหัวเชื้อจุลินทรีย์ เทตามลงไป
- และใส่น้ำมะพร้าวลงไป คนให้เข้ากัน
- ปิดฝาถัง เปิดคน อย่างน้อย 2-3 วันครั้ง ระยะเวลาในการหมัก 3 เดือน
วิธีการนำไปใช้
- น้ำหมักสูตรสาหร่ายหางกระรอก จำนวน 1 ช้อนแกง ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงข้าว อายุ 20 วัน และ 45 วัน
เทคนิคในการหมัก :
เมื่อหมักครบระยะเวลา 3 เดือน จะต้องกรองเอากากออก และให้เก็บเอาแต่น้ำเอาไว้ใช้ เพราะ ถ้าครบกำหนดแล้ว ไม่กรองกากออก น้ำหมักในถังจะแห้งไปเรื่อยๆ จนหมดถัง


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชัยนาท

อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ฮอร์โมนยืดความยาวรวงข้าว

Posted by Gang of 4wd on 19:20 in
ข้าว(1)ฮอร์โมนยืดความยาวรวงข้าวแกนกลางเครือกล้วยสับ3กก.กากน้ำตาล3กก.
ข้าว(2) ฮอร์โมนไข่ (ชนิดที่ใช้กับพืช)สนใจข้อมูลโทร *1677 กด2

การเพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตรโดยการไม่เพิ่มต้นทุนการ ผลิตนับว่าเป็นสิ่งที่เกษตรกรพึงปรารถนา เพียงแต่ว่าเกษตรกรต้องเรียนรู้ วิธีการนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ให้ถูกวิธี ถูกเวลา




คุณผ่าน ปันคำ จากรร.ชาวนาเกษตรยั่งยืนต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย มีเทคนิควิธีการผลิตฮอร์โมนยืดช่อต่อยอด จากแกนกลางเครือกล้วย กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ระหว่างข้อปล้องยืดรวงข้าวให้ยาวขึ้นจากเดิม อีก 2 นิ้ว มีเมล็ดมากขึ้น เป็นวิธีการเพิ่มผลผลิต แต่ลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย
วัตถุดิบ
1.แกนกลางเครือกล้วยที่ตัดเครือแล้ว สับพอแหลก จำนวน 3 กิโลกรัม
2.กากน้ำตาล 3 กิโลกรัม
3.ฮอร์โมนไข่ (ชนิดที่ใช้กับพืช)
วิธีทำ
หมักแกนกลางเครือกล้วยกับน้ำพอท่วม หมักไว้ 7 วัน โดยต้องหมั่นคนทุกวัน
วิธีใช้
ใช้น้ำหมักที่คั้นแล้ว จำนวน 2 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตรผสม ฮอร์โมนไข่ 2 ช้อนแกง คนให้เข้ากัน
ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้
ใช้ฉีดพ่นข้าวในระยะเริ่มตั้งท้อง ฉีดพ่น 1 ครั้ง และ ฉีดพ่นช่วงที่เข้าตั้งท้องแก่เต็มที่อีก 1 ครั้ง
วิธีทำ
หมักแกนกลางเครือกล้วยกับน้ำพอท่วม หมักไว้ 7 วัน โดยต้องหมั่นคนทุกวัน
วิธีทำฮอร์โมนไข่
วัสดุที่ใช้ :
- ไข่ไก่สด 5 กิโลกรัม
- กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม
- ยาคูลท์ 1 ขวด ( 80 ซีซี)
- แป้งข้าวหมาก 1 ลูก
วิธีทำ
1. ตอกไข่ แล้วบดให้ละเอียดทั้งเปลือกเทลงถังหมัก
2. เทกากน้ำตาล ยาคูลท์ และแป้งข้าวหมากบดละเอียดตามสัดส่วนลงไปในถังหมักด้วยและคนให้เข้ากัน
3. ปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้นาน 14 วัน เก็บรักษาไว้ในที่ร่มอากาศสามารถถ่ายเทสะดวก
4. หมั่นคนทุกวัน เช้า-เย็น หลังจากครบ 14 วันสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

ที่มาภูมิปัญญา : คุณผ่าน ปันคำ รร.ชาวนาเกษตรยั่งยืนต.ศรีเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย โทร.084-1691639
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * 1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย
อ่านต่อกดจ๊ะ......