0

ใบตองและใบเตยช่วยให้แก้วใสสะอาด

Posted by Gang of 4wd on 18:59 in
ใบเตย(1)ใบเตย 1 กำมือขยี้ลงในน้ำเปล่าแล้วใส่เกลือแกง 2 ช้อนนำไปล้างแก้ว
ใบเตย(2)ทำให้แก้วใสสะอาด กำจัดกลิ่นเหม็น คาบมันและคาวได้อีกด้วย


การ ล้างแก้วด้วยน้ำยาล้างจานทั่วไปนั้น แม่บ้านมักประสบปัญหากับแก้วที่หลังจาก ล้างเสร็จแล้วยังคงเหลือคราบ แลดูไม่ใสสะอาด จึงอยากแนะนำเทคนิคการล้างแก้ว ให้ใสสะอาดแบบง่ายๆ เป็นวิธีแบบธรรมชาติและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมของคุณเอกชัย และคุณสังวาร สุริคำ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเกษตรแบบผสมผสาน และกลุ่มแม่ บ้านบ้านห้วยขี้เหล็ก ต.ป่าซาง อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย นั่นก็คือการ ล้างแก้วให้ใสด้วยใบตองและใบเตย ซึ่งมีขั้นตอนวิธีการทำดังนี้



วัตถุดิบที่ต้องเตรียม
-ใบตองกล้วยหรือใบเตยที่มีขนาดความแก่พอประมาณ 1 กำมือ
-เกลือเม็ดหรือเกลือแกง 2 ช้อน
-น้ำเปล่าครึ่งชาม

วิธีการทำ : นำใบตองกล้วยหรือใบเตยขยี้ลงในชามน้ำที่เตรียมไว้ ใส่เกลือลงไป น้ำแก้วลงล้าง เสร็จแล้วเราก็จะได้แก้วที่ใสปิ๊ง! ใหม่น่าใช้ โดยที่เราไม่ต้องพึ่งน้ำยาล้างจาน อีกทั้งยังสามารถกำจัดกลิ่นเหม็น คราบมัน และคาวได้อีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :คุณเอกชัย สุริคำ และคุณสังวาร สุริคำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรแบบผสมผสานและกลุ่มแม่บ้านบ้านห้วยขี้เหล็ก ต.ป่าซาง อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย โทร.081-9806902

ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วีธีการทำข้าวตังจากปลายข้าวหอมมะลิ

Posted by Gang of 4wd on 18:57 in
ข้าว(1)ของดีเมืองขลุงวีธีการทำข้าวตังจากปลายข้าวหอมมะลิหอมน่ารับปดระทาน
ข้าว(2)วิธีการทำไม่ยุ่งยาก สนใจวิธี โทร *1677 กด2




ข้าวตัง เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำผลิตผลทางการเกษตรมา ทำ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่นิยมหาซื้อมารับประทาน ซึ่งข้าวตังในแต่ละพื้นที่มี รสชาติและกรรมวิธีในการทำที่แตกต่างกัน ข้าวตังสูตรดั้งเดิมก็เป็นอีกหนึ่ง สูตรการทำที่คุณเสรี อารีเพื่อน เกษตรกรบ้านวันยาว ต.วันยาว อ.ขลุง จ. จันทบุรี เป็นผู้คิดค้นสูตรนี้ขึ้นมา จากการนำความรู้มาประยุกต์กับ กรรมวิธีแบบโบราณของการทำข้าวตัง ด้วยรสชาติที่อร่อยและกลมกล่อมไปด้วย กลิ่นหอมของข้าว ทำให้เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งเคล็ดลับแห่งความ อร่อยและหอมกลุ่น คุณ เสรี อารีเพื่อน เกษตรกรผู้ทำข้าวตัง เล่าว่าเกิด จากการเอาใจใส่ในการเลือกสรรวัตถุดิบและวิธีการทำแบบโบราณ รวมถึงความแตก ต่างที่คิดค้นขึ้น ทำให้ไม่อาจหาซื้อได้จากที่อื่น ทำให้เป็นอีกหนึ่งผลิต พันธุ์ที่สร้างชื่อเสียงในนามของดีเมืองขลุงอีกด้วย



วัสดุ-อุปกรณ์
-ปลายข้าวหอมมะลิ 50 กิโลกรัม
-น้ำเชื่อม 0.5 ลิตร
-ผักชีฝรั่ง 10 กิโลกรัม
-กระเทียม 50 กิโลกรัม
-กุ้งแห้ง 10 กิโลกรัม
-แม่แบบสำหรับอัดข้าว
-กะทะ
-น้ำมันใช้สำหรับทอดข้าว

ขั้นตอนการทำ
-นำปลายข้าวหอมมะลิมาทำการหุง โดยให้ใส่น้ำมากหน่อย เพื่อให้ข้าวที่ออกมาค่อนข้างที่จะเละ
-หลังจากนั้นให้ทำการบดข้าวให้แหลก แล้วจึงนำมาใส่ในแม่แบบที่เตรียมไว้ แล้วทำการเกลี่ยให้มีความหนาเท่าๆกันทั้งหมด
-แล้วจึงนำไปอบแห้งด้วยอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส อบไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง
-หลังจากนั้นให้นำไปทอดออกจากแม่แบบ แล้วนำไปทอดด้วยกระทะ โดยการทอดให้ใช้น้ำมันที่ร้อนๆพอประมาณ
-หลังจากที่ทอดจนสุกกรอบแล้วให้นำมาโรยหน้า ด้วยการทาน้ำเชื่อมให้ทั่วแผ่น หลังจากนั้นให้เอากุ้งแห้ง ผักชีฝรั่ง และกระเทียม โรยหน้าพอประมาณให้สวยงาม
-และเมื่อโรยหน้าเสร็จให้นำไปอบด้วยเครื่องอบลมร้อน อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที
-พออบเสร็จ ให้รีบบรรจุใส่ห่อให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาความ หอม กรอบ อร่อย
การดูแลรักษา
-ควรเก็บรักษาให้พ้นแสงแดด และ ไม่ควรเปิดทิ้งไว้ให้อากาศเข้า
-สามารถเก็บไว้ได้ 2 เดือน


สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คุณเสรี อารีเพื่อน บ.วันยาว บ้านเลขที่ 20 หมู่ 4 ต.วันยาว อ.ขลุง จ.จันทบุรี
เบอร์โทรศัพท์ 081-577-5049

ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.จันทบุรี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การกำจัดหอยเชอรีในนาโดยการใช้ใบสำปะหลัง

Posted by Gang of 4wd on 18:55 in
หอย(1)การกำจัดหอยเชอรีในนาด้วยการดักล่อโดยการใช้ใบสำปะหลัง
หอย(2)ใช้ใบมันสำปะหลังกองเป็นจุดในนาเพื่อให้หอยมารวมกันแล้วจับไปทำลาย



หอยเชอรี่ เป็นปัญหาหลักของเกษตรกรที่ปลูกข้าวซึ่งในพื้นที่ของตำบล บางสนมีการระบาดของหอยเชอรี่มากทำให้หอยไปทำลายนาข้าวของเกษตรกรเป็นจำนวน มาก เกษตรกรจึงต้องหาวิธีในการกำจัดหอยเชอรี่ ซึ่งเกษตรกรใน ต.บางสนไม่นิยม ในการใช้สารเคมีในการกำจัดซึ่งมีวิธีง่ายๆในการกำจัดหอยเชอรี่ดังนี้




วิธีการกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว
•ช่วงเวลาเย็นให้นำใบมันสำปะหลัง **พันธุ์ก้านใบสีแดง**( เนื่องจากในใบของมันสำปะหลังชนิดนี้จะมีปริมาณของสารไซยาไนด์สะสมอยู่ในใบ มากกว่าชนิดอื่น ) ไปวางกองไว้บริเวณริมคันนา ให้ทั่วทั้งแปลงนาโดยให้มีระยะห่างประมาณ 2 – 3 เมตร ต่อกอง
•หอยเชอรี่จะมากินใบมันสำปะหลังในช่วงเวลากลางคืน
•จากนั้นให้มาเก็บหอยเชอรี่ที่มากินใบมันสำปะหลังที่อยู่ในกองไปทำลายหรือทำปุ๋ยก็ได้
•จากการสังเกตของลุงพิชัยบอกว่าหลังจากหอยเชอรี่กินใบมันสำปะหลังแล้วจะไม่ ไปไหนยังคงอยู่ที่กองใบมันสำปะหลังเนื่องจากได้รับพิษจากใบมันสำปะหลังทำให้ หอยเชอรี่เมา**แต่สารพิษจากใบมันสำปะหลังไม่สามารถฆ่าหอยเชอรี่ได้เราต้อง เก็บหอยเชอรี่ไปทำลายอีกครั้ง**
•ควรทำทั้งก่อนปลูกข้าวและหลังจากการปลูกข้าวแล้วจะทำให้หอยเชอรี่หมดไปจากแปลงนา



ที่มา : นายพิชัย จันทร์เพ็ง บ้านกลางนา ม.5 ต.บางสน อ.ปะทิว จ.ชุมพร
ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตรท*๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชุมพร
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีการทำข้าวเกรียบงา

Posted by Gang of 4wd on 09:05 in
ข้าว(1)วันนี้ทางด่วนข้อมูลการเกษตรมีวิธีการทำข้าวเกรียบงามาฝาก
ข้าว(2)ใช้แป้งข้าวเจ้าเป็นส่วนผสม วิธีการทำโทร * 1677 กด 2



ข้าวเกรียบงา เป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ใน สมัยโบราณผู้เฒ่าผู้แก่ นิยมทำทานในครัวเรือน แต่ข้าวเกรียบงาในแต่ละ พื้นที่มีรสชาติและกรรมวิธีในการทำที่แตกต่างกัน ข้าวเกรียบงาแม่ลำไยก็ เป็นอีกหนึ่งสูตรที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ แล้วก็มาถึงคุณป้าเป็น การทำที่ชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีรู้จักกันดี ด้วยรสชาติที่หวาน เค็มมันและกลมกล่อม ทำให้ขายดีและเป็นที่ต้องการอย่างมากในท้องตลาด ซึ่ง เคล็ดลับแห่งความอร่อยและหอมกลุ่น คุณ ลำไย เกิดมงคล เกษตรกรผู้ทำข้าว เกรียบงา เล่าว่าเกิดจากการเอาใจใส่ในวัตถุดิบและวิธีการทำแบบโบราณ พื้น บ้านของชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี วันนี้เลยนำสูตรแม่ลำไย มาฝากกัน



วัสดุ-อุปกรณ์
-แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม
-น้ำกะทิสด 100% 2 ลิตร
-น้ำตาลอ้อย 1 กิโลกรัม
-เกลือป่น 1 ขีด
-งาขาวหรือดำ 1 ขีด
-กระทะที่ตัดก้นแล้ว 1 ใบ
-หม้อนึ่งสำหรับใส่น้ำ 1 ใบ
-ผ้าขาวบาง 1 ผืน
-ฝาครอบใบระกำ 1 อัน
-ไม้ไผ่แบนสำหรับแซะข้าวเกรียบ 1 อัน
-ไม้พายระกำสำหรับม้วนข้าวเกรียบ(ขนาด ความยาว 30 เซนติเมตร กว้าง 3เซนติเมตร ) 1 ท่อน
ขั้นตอนการทำ
1.นำแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลอ้อย เกลือ ผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
2.จากนั้นเติมน้ำกะทิ นวดให้เข้าจนได้แป้งสำหรับทำข้าวเกรียบงาแล้วใส่งาตามลงไป(งาขาวที่ล้างทำความสะอาดและนำไปตากแดดแล้ว)
3..ตั้งกระทะแล้วนำหม้อนึ่งใส่น้ำ ขึงผ้าขาวบางด้านบนปากหม้อขึงให้ตึง ต้มจนน้ำเดือดให้เกิดไอน้ำ
4. จากนั้นนำแป้งมาละเลงบนเตา ที่ใช้ผ้าขาวบางกรุอยู่บนปากหม้อที่ตั้งอยู่บนหม้อน้ำที่เดือดได้ที่ เมื่อละเลงแป้งเป็นแผ่นแล้ว ก็ปิดฝาไว้ ประมาณ 30 วินาที (พอข้าวเกรียบสุกซึ่งสังเกตได้จาการที่ข้าวเกรียบแข็งตัวเป็นแผ่น)
5. ก็จะใช้ไม้ระกำ แซะแผ่นแป้งออกจากผ้าขาวปาง โดยม้วนแผ่นแป้งให้กลม แล้วนำไปตากให้เป็นแผ่นบนกระด้งไม้ไผ่
6. ตากแดดให้แห้ง (การตากแดดต้องถึงเพื่อจะได้กลิ่นหอมของกลิ่นส่วนผสม)
7.นำไปปิ้งไฟอ่อนๆให้เกรียมนิดหน่อย จะส่งกลิ่นหอม ทิ้งไว้ให้เย็นเล็กน้อยข้าวเกรียบงาก็จะกรอบอร่อยสมชื่อข้าวเกรียบงา


สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณลำไย เกิดมงคล บ.วังแซ้ม หมู่8 ต.วังแซ้ม
อ.มะขาม จ.จันทบุรี เบอร์โทรศัพท์ 085-650-3177
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗ กด ๒
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.จันทบุรี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีขยายสูตรยาฆ่าหญ้า

Posted by Gang of 4wd on 20:22 in
นาข้าว(1)วิธีขยายสูตรยาฆ่าหญ้าให้ได้ปริมาณมากขึ้นแต่คุณภาพเหมือนเดิม
นาข้าว(2)ใช้ตัวยาฆ่าหญ้าเป็นสารตั้งต้นวิธีการทำโทร * 1677 กด2



“ยาฆ่าหญ้า” หากเอ่ยถึงชื่อนี้หลายท่านจะกลัวอันตรายจากสาร เคมี แต่บางครั้งเกษตรกรไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้หรือมีความจำเป็นต้องใช้ แต่ เวลาใช้ก็ต้องใช้ให้ถูกวิธีด้วยเช่นกัน วันนี้ขอแนะนำเกษตรกรของชุมชนบ้าน ตลาดใหม่ หมู่ 1 ต.ตลาดใหม่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง คุณสมพิศ โต สวัสดิ์ ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ได้รับรางวัลต่างและสร้างคุณประโยชน์แก่ชุมชน มากมาย ได้น้อมนำพระราชดำริ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมาใช้ในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพการเกษตร จนกระทั่ง ได้รับคัด เลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้ฯ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนพรรษา ครบ 80 พรรษา ใน ปี 2550 ตาม “โครงการ 80 พรรษา พระภูมินทร์ 80 หมอดิน นำทิศ สู่ชีวิตพอ เพียง”




การขยายยาฆ่าหญ้า
วัสดุอุปกรณ์
1.ยาฆ่าหญ้าที่มีความเข้มข้นของตัวยา 48 % ขึ้นไป จำนวน 1 แกลลอน หรือ 4 ลิตร
2.เกลือแกง 3 กิโลกรัม
3.น้ำเปล่า ประมาณ 5 ลิตร
4.ดินประสิว 4 กิโลกรัม
5.ยูเรีย 5 กิโลกรัม
6.น้ำยาล้างจานขวดเล็ก 1 ขวด
วิธีทำ
1.นำน้ำจำนวน 5 ลิตร ต้มในภาชนะจะเป็นปี๊บหรือกระทะ อย่างใดอย่างหนึ่ง จนน้ำเดือดที่สุด ( เน้นว่าต้องต้มน้ำให้เดือดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ )
2.เมื่อน้ำเดือดที่สุดแล้วจึงนำเกลือแกง จำนวน 3 กิโลกรัมเทลงไป คนจนเกลือละลาย
3.เมื่อเกลือละลายให้นำดินประสิวเทลงไป คนจนดินประสิวละลาย ( ขั้นตอนนี้น้ำไม่ต้องเดือดมากก็ได้ )
4.เมื่อดินประสิวละลายให้นำยูเรียเทลงไป คนจนยูเรียละลาย ( ขั้นตอนนี้น้ำไม่ต้องเดือดมากก็ได้ )
5.เมื่อทุกอย่างละลายหมดแล้ว ให้ยกลงจากเตาทิ้งไว้ให้เย็น 1 คืน
7.เมื่อทิ้งไว้ 1 คืนแล้วตอนเช้าให้นำยาฆ่าหญ้า จำนวน 4 ลิตรเทผสมลงไป และน้ำยาล้างจานขวดเล็ก 1 ขวดเทลงไป ใช้มุ้งเขียวกรองเอาแต่น้ำไปใช้ได้

อัตราการใช้
ตัวยาฆ่าหญ้าชนิดดูดซึม จำนวน 300 ซีซี ผสมกับตัวยาฆ่าหญ้าชนิดจับใบ จำนวน 100 ซีซี ต่อน้ำเปล่า 20 ลิตร

ข้อมูลเพิ่มเติม
1.ขั้นตอนในช่วงที่ผสมยาฆ่าหญ้าลงไปให้สวมอุปกรป้องกันสารพิษให้ถูกต้อง
2.การขยายยาฆ่าหญ้าวิธีนี้ สามารถขยายได้ทั้งชนิดดูดซึม และชนิดจับใบ
3.อย่านำตัวยาฆ่าหญ้าทั้ง 2 ชนิด คือชนิดดูดซึมและชนิดสัมผัส ผสมกันโดยตรง ให้ผสมทีละอย่าง ( เช่น เมื่อผสมชนิดดูดซึมกับน้ำ 20 ลิตรและคนให้เข้ากันแล้วจึงเทชนิดจับใบตามลงไป )

ประโยชน์/ข้อดี
1.วิธีการขยายยาฆ่าหญ้า จาก 1 แกลลอน สามารถขยายได้ เป็น 5 แกลลอน ทำให้เกษตรกร ประหยัดต้นทุนได้มาก และประสิทธิภาพของยาฆ่าหญ้าก็ไม่เปลี่ยน
2.สามารถนำไปฆ่าหญ้าตามหัวคันนา เพื่อป้องกันหนูมาทำรัง สร้างความเสียหายในนาข้าว



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * ๑๖๗๗ กด๒
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชัยนาท
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การกำจัดและป้องกันแมลงในนาข้าว

Posted by Gang of 4wd on 20:19 in
นาข้าว(1)การกำจัดและป้องกันแมลงในนาข้าวแบบได้ประโยชน์ลดปัญหาสารตกค้าง
นาข้าว(2)ใช้เชื้อราบิวเวอเรียในการป้องกัน สนใจโทร * 1677 กด2



คุณทวีโชค เม้ยกำเนิด เกษตรกรที่ได้คัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดี เด่นประจำปี 2552 จังหวัดสุโขทัย สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม แนะนำการใช้บิวเวอ เรียในนาข้าวเพื่อลดต้นทุนในการใช้สารเคมีกำจัดแมลงในนาข้าว




วิธีการใช้
วิธีการใช้เชื้อราบิวเวอเรียในนาข้าวดังนี้
- เชื้อราบิวเวอเรีย 1 – 2 กิโลกรัม ( 2 – 4 ถุง) ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยแบ่งน้ำออกเป็น 2 ส่วน
- นำน้ำส่วนที่ 1 จำนวน 5 ลิตร ผสมกับเชื้อราบิวเวอเรีย จำนวน 1 – 2 กิโลกรัม คนและขยำ หรือทำให้สปอร์เชื้อราหลุดจากเมล็ดข้าวโพด แล้วกรองด้วยผ้าบาง ๆ เพื่อแยกเมล็ดข้าวโพดออก
- นำน้ำส่วนที่ 2 จำนวน 15 ลิตร ผสมกับสารจับใบ และคนให้เข้ากัน
-นำน้ำที่ได้จากข้อ 2 และข้อ 3 มาผสมกันและคนให้เข้ากัน
-นำไปฉีดพ่นในแปลงที่สำรวจพบเพลี้ยหรือหนอนให้ฉีดพ่นถูกตัวหรือสัมผัสตัว แมลงศัตรูเป้าหมายในช่วงที่มีความชื้นสูง เช่นเวลาตอนเช้าหรือตอนเย็น ที่มีแสงแดดอ่อน ๆ
-ควรปรับหัวฉีดให้พ่นฝอยละเอียดจะฉีดได้ผลดี และได้พื้นที่มาก
สามารถตรวจสอบผลการควบคุมศัตรูพืชได้ หลังจากใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียไปแล้ว 2 – 3 วัน



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * ๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.พิษณุโลก
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบอินทรีย์

Posted by Gang of 4wd on 20:03 in
กุ้ง(1)การเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบอินทรีย์โดยไม่ต้องใช้เครื่องตีน้ำช่วย
กุ้ง(2)ใช้น้ำหมักจากเปลือกสับปะรดและกากน้ำตาล วิธีกี่ทำโทร *1677 กด2


คุณจรูญ ไกรเนตร เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด จ.สมุทรปราการ ผู้ที่มี ความสามารถโดดเด่นเรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการ เกษตร ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการถึงวิธีการเลี้ยงกุ้งแบบชีวภาพและการผลิต จุลินทรีย์ชีวภาพเพื่อสร้างอาหารให้กับกุ้ง โดยกุ้งที่ใช้เลี้ยงจะเป็นกุ้ง กุลาดำ เลี้ยงแบบชีวภาพไม่ใช้เครื่องตีน้ำ โดยมีวิธีการทำดังนี้



วัสดุอุปกรณ์การทำจุลินทรีย์น้ำ
1.เปลือกสับปะรด 1 กิโลกรัม
2.กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
3.ถังหมัก
วิธีการทำ
1. ให้นำส่วนผสมทั้ง 2 อย่างมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วก็หมักทิ้งไว้ 14 วัน โดยการหมักก็ควรหมักไม่ให้อากาศเข้าแล้วก็ตั้งถังหมักไว้ในที่ร่มเมื่อครบ 14 วันก็จะได้หัวเชื้อจุลินทรีย์
2. ต่อไปก็เป็นการทำจุลินทรีย์น้ำ
- ให้นำน้ำหัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ลิตร
- กากน้ำตาล 1 ลิตร
- น้ำ 20 ลิตร
3. ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วหมักทิ้งไว้ 7 วัน ก็สามารถนำไปใช้ได้แล้ว
การนำไปใช้
สำหรับการนำไปใช้พื้นที่ 1 ไร่ ต่อจุลินทรีย์น้ำ 5 ลิตร การใส่ก็ต้องใส่ให้ทั่วบ่อโดยใส่ในช่วงที่ไม่มีแสงแดดเช่นตอนเย็น โดยให้ใส่จุลินทรีย์น้ำในบ่อทุกๆ 15 วัน
วิธีการทำจุลินทรีย์ก้อน
1.ให้เราทำเป็นโบกาจิก่อน คือ
- นำมูลสัตว์ 1 ส่วน
- แกลบ 1 ส่วน
- รำละเอียด 1 ส่วน
- หลังจากนั้นให้นำแกลบและมูลสัตว์มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วให้นำหัวเชื้อจุลินทรีย์มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วก็นำรำละเอียด มาคลุกเคล้าแล้วใช้มือกำก้อนจุลินทรีย์ดูหากว่าปั้นเป็นได้ก็แปลว่าใช้ได้ หากว่าปั้นแล้วมันร่วงไม่ก่อตัวเป็นก้อนก็ให้เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ไปอีก เพื่อให้ปั้นเป็นก้อนได้ จากนั้นก็ให้นำเอาดินละเอียดในพื้นที่มาคลุกกับก้อนจุลินทรีย์เพื่อทำให้ ก้อนจุลินทรีย์มีน้ำหนักเมื่อใส่ไปในบ่อกุ้งแล้วมันจะจมอยู่ใต้น้ำ พอเรานำดินมาคลุกเสร็จก็ให้นำไปตั้งไว้ในที่ร่มแล้วใช้กระสอบป่านคลุมไว้ 24 ชั่วโมง
การนำไปใช้
ให้นำไปใส่ในบ่อเลี้ยงกุ้ง โดยการนำไปใช้ให้เอาไปใส่ในบ่อกุ้งจุลินทรีย์ก้อน 1 ก้อน(1 กำมือ) ต่อพื้นที่บ่อ 1 ตารางเมตร จุลินทรีย์ก้อนจะไปสร้างพวกแพลงตอล ไรแดงซึ่งเป็นอาหารของกุ้ง ทำให้เราประหยัดต้นทุนในการผลิต กุ้งที่เลี้ยงก็ไม่เป็นโรคด้วย



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครศรีธรรมราช
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

สูตรน้ำหมักกำจัดเพลี้ยกระโดด

Posted by Gang of 4wd on 20:01 in
น้ำหมัก(1)สูตรน้ำหมักกำจัดเพลี้ยกระโดดแบบเร่งด่วนด้วยสมุนไพรนานาชนิด
น้ำหมัก(2)หมักนาน 1 คืนกรองเอาแต่น้ำวิธีการทำและการใช้โทร*1677 กด 2




สูตรน้ำหมักสมุนไพรกำจัดเพลี้ยกระโดดแบบเร่งด่วน
วัสดุที่ต้องเตรียม
1. ใบน้อยหน่าสดหรือเมล็ดแห้ง 2 กิโลกรัม
2. ใบสะเดาสดหรือเมล็ดสะเดา 3 กิโลกรัม
3. ตะไคร้หอม 1 กิโลกรัม
4. ข่าแก่ 1 กิโลกรัม
5. ใบมะกรูดหรือลูกมะกรูด 2 กิโลกรัม
6. ดอกหรือใบดาวเรือง 2 กิโลกรัม
7. บอระเพ็ด 1 กิโลกรัม
8. กากน้ำตาล 1 ลิตร
9. น้ำเปล่า
10. สารเร่งพด.2 1 ซอง
11. สารเร่งพด.7 1 ซอง
12. น้ำส้มสายชูขวดใหญ่ 1 ขวด
13. เหล้าขาวขวดใหญ่ 1 ขวด
วิธีการทำ
1.นำส่วนผสมตั้งแต่ 1-7 ไปปั่นให้ละเอียด หลังจากนั้นนำมาผสมคลุกเคล้าให้ข้ากันใส่ลงไปในถังหมัก เติมกากน้ำตาล สารเร่งพด.2 และสารเร่งพด.7 ละลายด้วยน้ำก่อน เทผสมลงไป หมักไว้ 1 คืน ก็สามารถนำไปใช้ได้ เวลาจะนำไปใช้กรองเอาเฉพาะส่วนของน้ำหมักสมุนไพร
2.เมื่อจะนำไปใช้ให้ใช้ น้ำหมักสมุนไพร 1 ลิตร : เหล้าขาว 1 ขวด : น้ำส้มสายชู 1 ขวด
อัตราส่วนที่ใช้
น้ำหมักสมุนไพรที่ได้จากการผสมในข้อที่ 2 แล้ว 20-30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงเช้า เพื่อกำจัดเพลี้ยกระโดด โดยฉีดตอนเช้า ฉีดทุก 5-7 วัน


ข้อมูล : คุณ นพดล น้อยใหม่ หมอดินอาสาตำบลหัวถนน
บ้านเลขที่ 86/2 หมู่ที่ 4 ตำบลหัวถนน อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร
โทร.087-523-3951
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร* ๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.พิษณุโลก
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีถ่ายพยาธิกบด้วยสมุนไพร

Posted by Gang of 4wd on 18:52 in
กบ(1)วิธีถ่ายพยาธิกบด้วยสมุนไพรช่วงกบอายุ2เดือนใช้หมากสดคั้นเอาแต่น้ำ
กบ(2)น้ำที่ ได้แช่อาหารมื้อนั้น30นาทีหว่านให้กบกินปริมาณ5ลูก/กบ1,000ตัว




วัสดุและอุปกรณ์ที่ต้องจัดเตรียม มีดังนี้
1.นำผลหมากสดมาตำให้ละเอียดหลังจากนั้นนำไปคั้นกับน้ำหลังจากนั้นกรองเอาแต่น้ำเอาส่วนกากทิ้ง
2.ถ้าในบ่อมีกบจำนวน 1,000 ตัว จะใช้ผลหมากสดประมาณ 5 ผล ฉะนั้นจะใช้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนกบในบ่อเลี้ยง
3.นำเอาน้ำหมากสดที่คั้นได้ มาผสมลงในอาหารกบไว้ 30 นาที ให้น้ำผลหมากซึมเข้าไปในอาหาร
4.การถ่ายพยาธิกบจะถ่ายเมื่อกบมีอายุประมาณ 2 เดือนครึ่งจึงจะถ่ายพยาธิโดยถ่ายแค่ครั้งเดียว
5.หลังจากคลุกให้เข้ากันแล้วนำไปหว่านให้กบกิน



สรรพคุณทางยา :
ผลของหมากนั้นมีสรรพคุณในการช่วยขับพยาธิได้หลายชนิด เช่น พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ พยาธิตัวกลม นอกจากนี้แล้วหมากก็ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคมาเลเรีย และมีฤทธิ์ในด้านการเป็นยาที่ช่วยขับปัสสาวะอีกด้วย จากการวิจัยพบว่า หมากมีสารชื่อ อัลคาลอยด์ ที่มีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อราและฆ่าเชื้อไวรัสอีกด้วย

นายพาน กรวยทอง
บ้านเลขที่ 13 หมู่ที่ 4 ต.วังประจบ อำเภอเมือง จังหวัดตาก
เบอร์โทร.086-974-6835
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.พิษณุโลก
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

น้ำหมักเร่งการเจริญเติบโตโดยใช้นมสด

Posted by Gang of 4wd on 18:48 in
ข้าว(1)น้ำหมักเร่งการเจริญเติบโตใช้นมสด,ไข่ไก่,น้ำมะพร้าวอ่อน,กากน้ำตาล
ข้าว(2)ทั้งหมด1กก.จุลินทรีย์100CCหมัก7วันใช้10CC/น้ำ20ลิตรอาทิตย์/ครั้ง

อาหารเสริมสำหรับพืชเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เกษตรกรหลาย ๆ ท่านอยากจะนำ มาให้กับพืช เพื่อเร่งการเจริญเติบโต และเพิ่มความแข็งแรงให้กับ พืช อย่างที่คุณสมเดช สง่าแสง เกษตรกรผู้ที่มีความรู้และความชำนาญใน เรื่องการทำน้ำหมักสูตรต่าง ๆ ได้บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า พืชก็เหมือนกับ คนเรา ที่บางครั้งก็ต้องการสิ่งต่าง ๆ อย่างเช่นอาหารเสริม เพื่อช่วยใน การบำรุงร่างกาย เสริมส่วนนั้นส่วนนี้ ดังนั้น คุณสมเดช สง่าแสง จึง ได้คิดค้นอาหารเสริมสำหรับพืชขึ้น จนประสบความสำเร็จ และนำมาเผยแพร่ให้ กับเกษตรกรผู้ที่สนใจ ซึ่งมีวิธีการและรายละเอียดต่างๆ ดังนี้




สูตรอาหารเสริมเร่งการเจริญเติบโต
วัตถุดิบ
1.นมสด 1 กิโลกรัม
2.ไข่ไก่ 1 กิโลกรัม
3.น้ำมะพร้าวอ่อน 1 กิโลกรัม
4.กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม
5.จุลินทรีย์ 100 ซีซี
วิธีการทำ
นำไข่ไก่ทั้งเปลือกผสมกับน้ำมะพร้าวอ่อน นมสด กากน้ำตาลและจุลินทรีย์ หมักทิ้งไว้ 7 วัน ก็สามารถเริ่มนำมาใช้ได้
อัตราการนำไปใช้
-นำไปใช้กับพืชผักสวนครัว ให้ใช้น้ำหมัก 10 ซีซี ต่อ น้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่น อาทิตย์ละ 1 ครั้ง
-นำไปใช้กับนาข้าว ให้ใช้น้ำหมัก 10 ซีซี ต่อ น้ำ 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นข้าวช่วงระยะตั้งท้องจนถึงโผล่รวง โดยฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง



โดย : คุณสมเดช สง่าแสง เกษตรกรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ ในเรื่องการทำน้ำหมัก ต่าง ๆ เพื่อใช้กับพืชข้าว ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * ๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ประโยชน์ของน้ำซาวข้าว

Posted by Gang of 4wd on 19:25 in
ข้าว(1)ประโยชน์ของน้ำซาวข้าวช่วยเร่งการเปรี้ยวในการหมักดองถนอมอาหาร
ข้าว(2)หรือจะนำไปใช้ล้างสารพิษตกค้างผักต่างๆและยังปลอดภัยต่อสุขภาพ



ข้าว คือ อาหารหลักของคนไทย ไม่มีคนไทยคนไหนปฏิเสธว่าไม่รู้จักข้าว ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวหรือข้าวจ้าว ก็สามารถที่จะนำมาทำเป็นอาหารทั้ง คาว และหวานได้โดยภูมิปัญญาของคนไทยที่รู้จักคิดค้นขึ้นมานาน ไม่ว่าจะเป็น ส่วนของต้นข้าว แกลบจากข้าว น้ำซาวข้าว ก็ยังสามารถนำมาคิดค้นแปรรูปถ่ายทอด มายังรุ่นลูกรุ่นหลาน โดยเฉพาะน้ำซาวข้าวสามารถนำมาเป็นส่วนผสมการถนอมอาหาร ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่จะเป็นการหมักดอง รวมไปถึงการนำน้ำซาวข้าวมาใช้ล้าง สารพิษตกค้างในผัก อื่นๆ อีกมากมาย ให้ได้รู้จักนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำวัน และข้าวยังเป็นพืชเศษฐกิจที่ยังส่งออกไปยังต่างประเทศนำรายได้กลับ เข้ามาได้ปีละหลายร้อยล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันนี้ข้าวมีราคาตกต่ำทำให้ เกษตรกรที่ทำนาปลูกข้าวได้รับผลกระทบหลายๆ ด้าน



วัสดุอุปกรณ์
1.หน่อไม้สดสับ 1 กิโลกรัม
2.น้ำซาวข้าว 1 ลิตร
3.ขวดน้ำดื่ม หรือ ถังพลาสติกที่มีฝาบิด
วิธีการทำ : คุณยาย จันตา วิธีการนั้นมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากเพียงแค่เรานำหน่อไม้นำมาแกะเปลือกส่วน ที่แข็งออก แล้วนำไปทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า แล้วนำมาสับ (ลักษณะคล้ายกับการสับมะละกอ)ให้เป็นชิ้นเล็กๆพอประมาณแล้วนำไปใส่ภาชนะที่ มีฝาปิด นำน้ำที่ใช้ซาวข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียว ก็ได้ น้ำที่ 2 ที่ได้จากการซาวข้าวก่อนนำไปหุงหรือนึ่ง จะมากน้อยก็ต้องขึ้นอยู่กับ หน่อไม้ที่เราจะนำมาดองให้เปรี้ยว หากใช้หน่อไม้ 1 กิโลกรัม ก็จะใช้น้ำซาวข้าว ประมาณ 1 ลิตร ใส่ลงไปกับหน่อไม้ให้พอท่วม แล้วปิดฝาเอาไว้ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 2-3 คืนก็สามารถนำหน่อไม้นั้นมาปรุงเป็นอาหารได้ การดองด้วยวิธีนี้เป็นการดองแบบด่วนไม่ควรดองนานเกิน 4 วัน เพราะว่าจะทำให้หน่อไม้มีกลิ่นแรงเกินไป และไม่น่าทาน คุณยาย ตา กล่าวว่าวิธีการปรุงหน่อไม้ดองนั้นมีรสชาติที่อร่อยสามารถทำได้โดยการนำ หน่อไม้ดองพร้อมกับน้ำซาวข้าวต้มไปด้วยกันก่อนนำไปปรุงเป็นอาหารต่างๆ จะช่วยให้หน่อไม้ดองนั้นมีรสชาติที่อร่อย และเพิ่มความหอมให้กับหน่อไม้ดองได้อีกด้วย



ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คุณ จันตา โอบอ้อม อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ 3 บ.ปล้องใต้ ต.ปล้อง อ.เทิง จ.เชียงราย โทร 087-0531525
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * ๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ฮอร์โมนช่วยบำรุงข้าวรวงใหญ่ใช้ไข่หอยเชอรี่

Posted by Gang of 4wd on 19:23 in
ข้าว(1) ฮอร์โมนช่วยบำรุงข้าวรวงใหญ่ใช้ไข่หอยเชอรี่2ส่วน กากน้ำตาล1ส่วน
ข้าว(2)สารพด.2 1ซองผสมน้ำ10ลิตรนำทุกอย่างหมัก21วันการใช้20CC/น้ำ20ลิตร



ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหอยเชอรี่กำลังระบาดหนักในนาข้าว ทำให้เกษตรกร ต้องหาวิธีป้องกันและกำจัดให้หมดไป แต่ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่อง จากหอยเชอรี่เป็นตระกูลหอยที่สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้เร็วมากในระยะ เวลา 45 วัน หอยเหล่านี้จะวางไข่ 1 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้ง ไข่ที่ออกมาจะมี จำนวนมากจนนับไม่ถ้วน ถ้าเกษตรกรกำจัดเฉพาะหอยเชอรี่ แต่ไม่ได้กำจัดไข่ หอย ก็จะทำให้ไข่หอยที่มีอยู่ขยายพันธุ์ระบาดกันออกมาเหมือนเช่นเคย วันนี้ คุณชัย วรรณศร เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จ.พะเยา ได้แนะนำวิธีการนำไข่หอยมาทำเป็น น้ำหมักฮอร์โมนไข่หอย มาใช้กับนาข้าวช่วยเพิ่มผลผลิตนับว่าได้ผลไม่น้อยเลย ที่เดียว โดยมีวัตถุดิบและขั้นตอนวิธีการทำง่ายๆดังนี้




วัตถุดิบ
1. ไข่หอยเชอรี่ 2 ส่วน
2. กากน้ำตาล 1 ส่วน
3. พด.2 1 ซอง
วิธีทำ
- นำไข่หอยเชอรี่มาล้างให้สะอาดบีบหรือบดให้แตก
- นำสารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง มาผสมน้ำ 10 ลิตร คนให้เข้ากันนาน 5 นาที
- นำไข่หอยเชอรี่ที่ได้ลงในถังหมักที่มีฝาปิด แล้วเทสารละลาย พด.2 พร้อมทั้งกากน้ำตาลผสมลงในถังหมัก คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง ตั้งไว้ในที่ร่มหมักทิ้งไว้ 21 วันก็จะได้น้ำหมักฮอร์โมนไข่หอยเชอรี่
การนำไปใช้
ประโยชน์สำหรับนาข้าว เร่งการเจริญเติบโต เพิ่มการขยายตัวของใบ ลำต้นแข็งแรง เร่งการงอก ติดผลดีขึ้น
อัตราการใช้ :
20 cc. ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่นในช่วงเช้าไม่มีแสงแดด 7 วันครั้งเหมาะสำหรับที่ต้นข้าวกำลังตั้งท้อง เพื่อเป็นการบำรุงให้ข้าวออกรวงใหญ่ ไม่ลีบ เมล็ดดกน้ำหนักดี


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : • คุณชัย วรรณศร เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จ.พะเยาโทร.089-7564411
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

เทคนิคการใช้สารเคมีกำจัดแมลงอย่างปลอดภัย

Posted by Gang of 4wd on 19:36 in
แมลง(1)ถ้าจำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดให้นำขวดพลาสติกมาเจาะรูตรงกลาง2ด้าน
แมลง(2)นำสารเคมีมาใส่แขวนไว้ที่ต้นไม้เป็นกับดักแมลงที่ปลอดภัยต่อเกษตรกร


ใน การทำสวนผลไม้ หรือการปลูกพืชผักชนิดต่างๆ ปัญหาที่เกษตรกร จะหลีก เลี่ยงได้ยาก หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย อีกปัญหาหนึ่ง คือปัญหาของ แมลง ที่เข้ามารบกวนและทำลายผลผลิต ที่สวยงามและสมบูรณ์ ของแปลง เกษตร ซึ่งจากการลงพื้นที่ไปยังสวนแก้วมังกรชลสิทธิ์ คุณปัญญา จง ทอง ผู้จัดการสวนแก้วมังกรชลสิทธ์ ที่เข้ามาดูแลสวนแก้วมังกร แทนคุณยาย สาคร ชาลี เจ้าของสวนแก้วมังกรชลสิทธิ์ ที่ผันตัวเองมาทำธุรกิจค้า ขาย ได้แนะวิธีการดีดี ที่สามารถกำจัดแมลงได้แบบง่าย ๆ และปลอดภัยต่อ ผู้บริโภค โดยวิธีการดังนี้
วิธีการใช้สารเคมีกำจัดแมลงอย่างปลอดภัย



วัสดุอุปกรณ์
1.ขวดพลาสติกใน ขนาดประมาณ 1.50 ลิตร
2.เชือกฟางที่ใช้สำหรับการมัดขวดกับต้นไม้
3.สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั่วไป 1 ช้อนชา

วิธีการทำ
1.นำขวดพลาสติกที่ได้ มาทำการเจาะรู เล็กๆ ที่กลางขวด ด้านละ 1 รู เพื่อที่จะให้แมลงบินเข้าไปได้
2.นำสารเคมีที่ได้ มาเติมในขวดพลาสติก
3.นำขวดพลาสติกที่ได้ มาทำการมักผูกติดกับขวด และนำไปมัดไว้ ใต้ต้นไม้ ที่ท่านต้องการจะทำการดักจับแมลง ซึ่งสามารถใช้ได้ ทำผลไม้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ต้นลำไย มะม่วง ลองกอง เงาะ เป็นต้น

** การนำขวดพลาสติกที่ใส่สารเคมี มาแขวนไว้ใต้ต้นไม้ข้างต้นนั้น จะทำให้เกษตรกรไม่ต้องทำการฉีดพ่นกับต้นไม้โดยตรง ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้าง และไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค และที่สำคัญ ทำให้ประหยัดต้นทุน เพราะจะใช้น้อยกว่าปกติ ซึ่งเมื่อแมลงบินเข้าไปติดภายในขวดแล้วก็จะไม่สามารถออกมาได้ และแมลงที่เข้าไปก่อน จะเป็นตัวที่จะช่วยล่อแมลงตัวอื่นๆ ให้เข้าไปได้อีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คุณสาคร ชาลี เกษตรกรผู้ปลูกแก้วมังกรในพื้นที่จังหวัดลพบุรี จังหวัดลพบุรี


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

น้ำหมักขี้หมูบำรุงข้าว

Posted by Gang of 4wd on 19:34 in
ข้าว(1)น้ำหมักขี้หมูบำรุงข้าว ขี้หมู20กก.EM20มล.น้ำ150ลิตรกากน้ำตาล2ลิตร
ข้าว(2)หมัก1 เดือน การใช้น้ำหมัก1ลิตร/น้ำ20ลิตรฉีดพ่นทุก15วันในช่วงเช้า



นายสำเภา นันตะเสน ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์ไร้สารบ้านบัวเทียม หมู่ ที่ 9 ตำบลกลาง อำเภอ เดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเกษตรกรรายแรกๆของ จังหวัดที่หันมาทำนาแบบไม่พึงพาสารเคมี และมีการนำเอามูลสุกรมาใช้เป็นทำ เป็นปุ๋ยบำรุงข้าวให้เจริญเติบโต ซึ่งปุ๋ยหมักมูลหมู จะบำรุงทุกส่วนข้องต้น ข้าว เช่น ต้น ใบ ราก ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโต แตกกอดี และไม่อ่อนแอต่อ โรค มีสูตรดังนี้




วัสดุอุปกรณ์
1. มูลหมู 20 ลิตร
2. กากน้ำตาล 2 ลิตร
3. EM 20 มล.
4. น้ำเปล่า 150 ลิตร
5. ถังหมักขนาด 200 ลิตร (ส่วนผสมทั้งหมดจะพอดีใส่ถัง)
วิธีทำ
เพื่อจะได้ใช้ในระยะเวลารวดเร็วหรือขาดสถานที่หมัก จะตักเก็บไว้ในถังก่อน เพื่อรวบรวมไว้ให้ได้ปริมาณที่ต้องการ ช่วงนี้อาจจะมีหนอนแมลงวันเกิดขึ้น แต่เมื่อผ่านการหมักจะไม่เจริญออกเป็นตัวแมลงวันและจะตายไปในที่สุด เมื่อได้ปริมาณที่ต้องการนำมูลหมูใส่ลงในถังพลาสติกจากนั้นนำกากน้ำตาลผสม EM ใส่ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำสะอาดลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง ปิดฝาถังพลาสติกให้สนิท หมักไว้ 1 เดือน ก็สามารถนำไปใช้ได้
อัตราการใช้
อัตราการใช้ มูล 1 ลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ ในช่วงเช้าหรือเย็น โดยฉีดได้ทุกๆ 15 วัน ในกรณีไม่มีอุปกรณ์ฉีดพ่น หรือขาดแรงงาน นำมูลหมูหมักที่หมักเสร็จใส่ในแปลงนา ประมาณไร่ละ 5 กก./ ไร่ ในระยะกล้า ถึงระยะแตกกอ โดยใส่เป็นระยะๆ ห่างประมาณ 15 วัน แต่ต้องหยุดใช้เมื่อข้าวเข้าสู่ระยะออกดอก เพราะถ้าใส่ในระยะออกดอกจะส่งผลต่อผลผลิต คือทำให้เมล็ดข้าวลีบได้ เนื่องจากมีธาตุอาหารไนโตรเจนสูง
การนำน้ำหมักมูลหมูใส่ในนาข้าวโดยการเทลงตรงช่องน้ำไหลให้กระจายไปทั่วแปลงนาและวิธีการฉีดพ่น จะทำให้ข้าวแตกกอและเจริญเติบโตดี



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * ๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ. อุบลราชธานี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีป้องกันปูนาเข้ากัดทำลายต้นข้าว

Posted by Gang of 4wd on 18:27 in
นาข้าว(1)วิธีป้องกันปูนาเข้ากัดทำลายต้นข้าวในระยะต้นอ่อนใช้กิ่งสะเดาสด
นาข้าว(2)ยาวประมาณ2นิ้วทุบพอแตกนำไปโยนในแปลงนาให้ทั่วระดับน้ำเท่าฝ่ามือ


ปูนากัดข้าวแก้ได้ด้วยสะเดาสด
วันนี้คุณลุงบุญช่วย วงษ์ษา เกษตรกรมีความชำนาญในเรื่องการขยายพันธุ์ไม้ผล แบบทาบกิ่ง ตอนกิ่ง เสียบยอด ปักชำ และวิธีประยุกต์ต่างๆ จังหวัดสระบุรีได้ ถ่ายทอดความรู้ให้กับทางทีมงานร่วมด้วยช่วยกันว่า


ให้ใช้น้ำมันและยางพืช คือ การใช้กิ่งสะเดาสด ตัดเป็นชิ้นยาวประมาณ 2 นิ้ว ทุบพอแตก หว่านลงในนาที่ระดับน้ำ 1ฝ่ามือตั้ง แต่ละชิ้นตกห่างกันประมาณ 2-3 เมตร น้ำมันในกิ่งสะเดาจะออกมาเป็นฝ้าลอยอยู่บนผิวน้ำ เมื่อปูนาสัมผัสกับน้ำมันสะเดาจะเกิดอาการก้ามหลุด ปูนาที่ไม่มีก้ามก็ไม่สามารถกัดกินต้นข้าวได้ หรืจะสับมะละกอสดหั่นเป็นแว่นทิ้งไว้ในนาระดับน้ำ 1 ฝ่ามือ เมื่อหอยเชอรี่สัมผัสกับยางมะละกอ จะหนีไปอ้าปากค้างเป็นอัมพาธไม่ยอมกินอาหารอีกไม่นานก็อยู่ไม่ได้


โดย คุณลุงบุญช่วย วงษ์ษา เกษตรกรมีความชำนาญในเรื่องการขยายพันธุ์ไม้ผลแบบทาบกิ่ง ตอนกิ่ง เสียบยอด ปักชำ และวิธีประยุกต์ต่างๆ รวมถึงเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการทำนา
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

''น้อยหน่า''ป้องกันกำจัดแมลงในข้าว

Posted by Gang of 4wd on 20:37 in
ข้าว(1)เชื่อไหมคะว่าน้อยหน่าสามารถกำจัดแมลงในนาข้าวได้หลายชนิด

ข้าว(2)เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล อยากรู้ทำอย่างไร โทร *1677 กด2 ค่ะ


น้อยหน่า เป็น ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 8 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเป็นก้านเล็กๆ มีผิว เรียบสีเทาอมน้ำตาลใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับตามข้อต้น ใบเป็นรูปรีปลายและ โคนใบแหลม ออกดอกเดี่ยวตามง่ามใบ ดอกจะห้อยลงมา มี 2 ชั้น สีเหลืองอม เขียว ผลเป็นรูปกลมมีผิวสีเขียวและขรุขระ เป็นช่องๆ กลมนูน แต่ละช่วงจะมี เนื้อสีขาวและมีเมล็ดสีดำอยู่ภายใน ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
สรรพคุณ

เมล็ด – สารที่เป็นพิษทางประสาทสัมผัสและทางกระเพาะอาหารของแมลง สามารถใช้เป็นสารฆ่าหรือขับไล่แมลง ซึ่งสารพิษนั้นจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของกระเพาะอาการของแมลง และออกฤทธิ์กับแมลงหลายชนิด เช่น เพลี้ยอ่อน หนอนใยผัก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่นสีเขียว เพลี้ยหอย ตั๊กแตน และมวนชนิดต่างๆ





วิธีการใช้

วิธีที่ 1. การใช้เมล็ด
-นำเมล็ดน้อยหน่า แห้ง 1 กก. ตำให้ละเอียด แล้วแช่น้ำ 10 ลิตร นาน 12-24 ชม. แล้วกรองเอาแต่น้ำมาใช้ประโยชน์ ก่อนนำไปใช้ควรผสมสารจับใบ เช่น น้ำสบู่ หรือ ผงซักฟอก ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วฉีดพ่นทุก ๆ 6-10 วัน เวลา เช้าและเย็น

วิธีที่ 2 .การใช้ใบ
- ใช้ใบสด 2 กก. ตำให้ละเอียด แช่ในน้ำ 10 ลิตร นาน 12 - 24 แล้วกรองเอาน้ำมาใช้ประโยชน์ ก่อนนำไปใช้ให้ผสมควรผสมสารจับใบ เช่น น้ำสบู่ หรือ ผงซักฟอก ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ฉีดพ่นทุก 6 -10 วันตอนเย็น

หมายเหตุ นอกจากน้อยหน่าแล้ว น้อยโหน่งซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกันก็ใช้ได้ดีเช่นกัน
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีการบำรุงดินให้กลับมามีสภาพดีใช้ปอเทือง

Posted by Gang of 4wd on 20:34 in
ข้าว(1)วิธีการบำรุงดินให้กลับมามีสภาพดีใช้ปอเทืองพืชตระกูลถั่วบำรุงดิน

ข้าว(2)ไถกลบในช่วงพืชออกดอก ติดต่อสอบถามได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินใกล้บ้าน


พื้นที่ ดินในนาดอนมักจะประสบปัญหาเกี่ยวกับสภาพดินเสื่อมโทรม เกษตรกรจึงได้ไปขอรับ คำแนะนำจากเกษตรอำเภอ และได้รับการสนับสนุนจากสถานีพัฒนาที่ดินในการนำปอ เทืองมาใช้ในการฟื้นฟูสภาพดินในนาข้าว เพื่อให้กลับมาสมบูรณ์และสามารถทำการ ปลูกข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้น เนื่องจากปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่วที่ มีธาตุอาหารไนโตรเจนสูง โดยมีวิธีการฟื้นฟูสภาพดินด้วยปอเทืองดังนี้



วิธีการ
1.ทำการไถกลบหน้าดินเพื่อที่จะทำการหว่านปอเทือง
2.หว่านปอเทืองในอัตรา 5 กก./ไร่ พรวนหรือคราดดินกลบเมล็ดบางๆ
3.เมื่อปอเทืองเริ่มออกดอก ให้ทำการไถกลบต้นปอเทือง
4.ทำการหว่านไดโลไมในอัตรา 5 กระสอบ/ไร่
5.จากนั้นทำการปล่อยน้ำเข้าสู่แปลงนาข้าว โดยให้ท่วมพื้นที่เพื่อให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย
6.ทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน จากนั้นให้ทำการไถแปรและทำการคราดเพื่อปรับพื้นที่เตรียมหว่านข้าวหรือปักดำ

ประโยชน์ของการฟื้นฟูสภาพดินด้วยปอเทือง
- สามารถปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช
- ดินมีความโปร่งร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี และความหนาแน่นของดินลดลง
- เพิ่มปริมาณของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน
- ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์


ข้อมูลโดย : นางประยูร ขาวศรี บ้านดอนรักษ์ ม.10 ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ. ชุมพร
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

น้ำหมักจากผักใบเขียว

Posted by Gang of 4wd on 20:32 in
น้ำหมัก(1)น้ำหมักจากผักใบเขียวช่วยเร่งการเจริญเติบโตข้าวแข็งแรง

น้ำหมัก(2)ผักใบเขียว 3 กก.พด2.1 ซอง กากน้ำตาล1กก.หมัก 21 วัน



คุณไพฑูรย์ ฝางคำ เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด จ.ศรีสะเกษ แนะนำ เกษตรผ่านรายการร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครราชสีมา ถึงวิธีการทำน้ำหมักสูตร บำรุงนาข้าว ช่วยให้ข้าวแข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตงาม



วัตถุดิบสูตรน้ำหมักผักใบเขียว บำรุงใบ
1.ผักใบเขียว รวม 3 กก.
2.พด.2 1 ซอง
3.กากน้ำตาล 1 กก.
นำส่วนผสมทั้งหมดมาหมักรวมกันทิ้งไว้ 21 วัน
2.สูตรน้ำหมักผลไม้
1.ผลไม้สุก รวม 3 กก.
2.พด.2 1 ซอง
3.กากน้ำตาล 1 กก.
นำส่วนผสมทั้งหมดมาหมักรวมกันทิ้งไว้ 7 วัน
อัตราการใช้ ระยะแรก นำน้ำหมักผักใบเขียว 9 ลิตร ผสมน้ำหมักผลไม้ 1 ลิตร แล้วนำไปหมักผสมกับกากน้ำตาล 3 กก. ทิ้งไว้ 7 วัน สามารถนำไปใช้ได้ โดยน้ำหมัก 1 ลิตร / น้ำ 500-1,000 ลิตร นำไปฉีดพ่นในแปลงนาช่วงแรกเป็นการเร่งฮอร์โมนเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน
อัตราการใช้ ระยะสอง นำน้ำหมักผักใบเขียว 5 ลิตร ผสมน้ำหมักผลไม้ 5 ลิตร แล้วนำไปหมักผสมกับกากน้ำตาล 3 กก. ทิ้งไว้ 7 วัน สามารถนำไปใช้ได้ โดยน้ำหมัก 1 ลิตร / น้ำ 500-1,000 ลิตร นำไปฉีดช่วงข้าวแตกกอ
อัตราการใช้ ระยะสาม น้ำหมักผักใบเขียว 1 ลิตร ผสมน้ำหมักผลไม้ 9 ลิตร แล้วนำไปหมักผสมกับกากน้ำตาล 3 กก. ทิ้งไว้ 7 วัน สามารถนำไปใช้ได้ โดยน้ำหมัก 1 ลิตร / น้ำ 500-1,000 ลิตร ใช้ฉีดช่วงข้าวตั้งท้อง ..


ที่มา: ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * ๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครราชสีมา
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีขจัดปัญหากวนใจนกเป็ดน้ำลงกวนนาข้าว

Posted by Gang of 4wd on 20:47 in
ข้าว(1)วิธีขจัดปัญหากวนใจนกเป็ดน้ำลงกวนนาข้าวหลังหวานข้าวในตอนกลางคืน
ข้าว(2)ใช้ตะเกียงไทยประดิษฐ์เช่นขวดสปอนเซอร์หรือคบไม้จุดตามคันนากลางคืน

นกเป็ดน้ำ เป็นนกน้ำลำตัวป้อม ปากแบนใหญ่ หางสั้น มีแผ่นพังผืดยึด นิ้วตีน ช่วยให้ว่ายน้ำได้ดี ตัวเมียมีลายสีน้ำตาลไม่ค่อยสวยงาม ต่างจาก ตัวผู้ที่มีสีสดใสกว่าชอบลอยตัวรวมกันเป็นฝูงในแหล่งน้ำ มีทั้งว่ายใช้ปาก ไซ้จิกพืชน้ำ จับกินสัตว์น้ำตามผิวน้ำ และดำลงไปจับใต้น้ำ ส่วนใหญ่ทำรังตาม ริมน้ำด้วยพืชน้ำ บางชนิดทำรังในโพรงไม่หรือซอกกำแพง ลักษณะทั่วไป คอ ยาวกว่านกเป็ดน้ำชนิดอื่น หางแหลม และขาสีเทา ตัวผู้ หัวสีน้ำตาลเข้ม คอ ด้านหน้าและอกสีขาว ลำตัวสีเทา สีข้างมีแถบสีเหลือง ตัวเมีย ขนปกคลุมลำตัว สีน้ำตาล พฤติกรรม ตอนกลางวันลอยตัวรวมกับนกเป็ดน้ำอื่น ๆ ในแหล่งน้ำขนาด ใหญ่ หากินโดยใช้ปากไซ้ตามผิวน้ำ และมุดน้ำโผล่หางแหลมชี้ขึ้นมาให้สังเกต ได้ชัดเจน วันนี้คุณแม่ทองหยิบ ประจักษ์สุข เกษตรกร ชุมชนบ้านท่า งาม เลขที่ 25 หมู่ที่ 2 ตำบลท่างาม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนได้แนะนำ วิธีการไล่นกเป็ดน้ำในช่วงกลางคืนโดยการใช้อุปกรณ์ที่ทำได้เองแบบง่ายๆนั้น ก็คือ ตะเกียงไฟไล่นำเป็ดน้ำนั้นเอง





อุปกรณ์สำหรับการทำตะเกียง
1.ไม้หลักสูงประมาณ 80 เซนติเมตร จำนวน 4 อัน
2.พลาสติกใสหุ้ม (ตามภาพ)
3.ขวดสปอนเซอร์ 1 ขวด
4.น้ำมันดีเซล (ประมาณ ครึ่งขวดสปอนเซอร์)
5.ไส้ตะเตียง โดยใช้เศษผ้าชุบน้ำมัน ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร
วิธีการทำ
1.เริ่มจากนำเสาทั้งสี่หลักตกลงในไปดิน ให้มีระยะห่างที่เหมาะสมทำมุมเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส แล้วนำพลาสติกใสมาพันให้รอบเหมือนตะเกียงตั้งโต๊ะนั้นเอง
2.เมื่อตัวตะเกียงด้านนอกเสร็จแล้วก็มาดูในส่วนของการจุดติดไฟกัน โดยเริ่มจากการนำฝาขวดสปอนเซอร์มาเจาะรูเพื่อหย่อยเศษผ้าที่ชุบน้ำมันลงแล้ว ก็เทน้ำมันลงไปในขวดสปอนเซอร์แล้วปิดฝา ทดลองจุดไฟถ้าติดไฟแสดงว่าเป็นอันใช้ได้
วิธีใช้
จุดในเวลากลางคืน ช่วงที่มีนกเป็ดน้ำมารบกวนจะช่วยป้องกันได้ โดยนกเป็ดน้ำจะไม่เข้าใกล้แสงสว่างและบริเวณรอบๆด้วย


โดย : คุณแม่ทองหยิบ ประจักษ์สุข เกษตรกรผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการทำนาข้าว ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดปราจีน
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * ๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีการทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์

Posted by Gang of 4wd on 20:45 in
ปุ๋ยหมัก(1)วิธีการทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์เพื่อใส่ในนาข้าว ข้าวเจริญเติบโต

ปุ๋ยหมัก(2)ใช้มูลสัตว์ผสมแกลบดำและอื่นๆสนใจข้อมูลโทร *1677 กด2




อ.ไพรัตน์ ชื่นศรี เกษตรกรบ้านแสงจันทร์ ม.7 ต.สนาม ชัย อ.สตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ทำเกษตรกรรมธรรมชาติแบบพึ่งพาตนเองไม่ใช้ยา ฆ่าแมลง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ธรรมชาติในแปลงไร่นา สวนผสม แนะนำการทำปุ๋ย เพื่อนำไปบำรุงนาข้า พืชไม้ผล สูตรปุ๋ยแห้งชีวภาพ 48 ชั่วโมง




อุปกรณ์การทำปุ๋ย
1.ปุ๋ยคอก(จากมูลสัตว์) จำนวน 100 กิโลกรัม 4 ถุงปุ๋ย
2.แกลบดำ จำนวน 100 กิโลกรัม 4 ถุงปุ๋ย
3.รำละเอียด 5-10 กิโลกรัม
4.ปุ๋ยชีวภาพน้ำ (น้ำหมักชีวภาพ) จำนวน 2 ลิตร
5.กากน้ำตาล จำนวน 2 ลิตร
6.น้ำ (ถ้าเป็นน้ำประปาควรตั้งทิ้งไว้ 2 วัน เพื่อให้กลิ่นคลอรีนระเหย) ใช้ จำนวน 25-30 ลิตร
7.บัวรดน้ำ ขนาด 20 ลิตร
8.ถังพลาสติกขนาด 50 ลิตร 1 ใบ
วิธีการทำ
1.เตรียมสถานที่ ใช้ลานที่มีพื้นเสมอกันเป็นที่ผสม
2.เทวัสดุ ในข้อ 1,2,3 กองรวมกัน บนลานที่ผสมปุ๋ย
3.ผสมวัสดุ 4,5,6 ผสมลงในถัง คนให้เข้ากัน
4.ใช้บัวรดน้ำ ตักน้ำที่ผสมแล้ว รดลงกองปุ๋ย แล้วคลุกเคล้าผสมให้เข้ากันกลับไปมา จนหมดน้ำที่ผสมไว้ ใช้มือบีบดู ถ้าเป็นก้อน ไม่มีน้ำไหลออกมาตามง่ามมือ ก็เป็นอันใช้ได้
5.ทำกองปุ๋ยเป็น สี่เหลี่ยมผืนผ้า ความสูงไม่เกิน 1 ฟุต (ถ้าสูงมากจะเกิดความร้อนจะทำให้จุลินทรีย์ตาย) คลุมด้วยกระสอบป่าน หรือกระสอบปุ๋ยทิ้งไว้ในที่ร่ม 48 ชั่วโมง สามารถนำไปใช้ได้
การนำไปใช้
1.ในนาข้าว ควรหว่านก่อนทำการไถกลับ หรือหว่านขณะมีน้ำขัง ในอัตราส่วน 400 กิโลกรัม ต่อไร่ ประโยชน์ จะช่วยให้ข้าวเจริญเติบโต ผลผลิตดี ลดต้นทุนการซื้อปุ๋ย
2..ไม้ผล ควรใส่ โดยขุดรอบทรงพุ่ม 1 หน้าจอบ และใช้ดินเก่ากลบ ในอัตราส่วนพอประมาณ
ประโยชน์ ใช้แทนปุ๋ย รองก้นหลุมก่อนปลูกไม้ผล ช่วยเร่งการเจริญเติบโต ลดต้นทุน



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครราชสีมา
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

สูตรบำรุงต้นข้าวให้แข็งแรงก่อนตั้งท้อง

Posted by Gang of 4wd on 21:27 in
น้ำหมัก(1)สูตรบำรุงต้นข้าวให้แข็งแรงก่อนตั้งท้องใช้ไส้ปลาและไส้ไก่1ส่วน
น้ำหมัก(2)กากน้ำตาล1ส่วนสารพด2.1ซองคลุกเคล้าหมัก60วันการใช้โทร*1677กด2


เกษตรกรผู้ที่ทำนาข้าวส่วนใหญ่ยังใช้สารเคมีในการบำรุงต้นข้าวช่วง ที่ต้นข้าวสะสมอาหาร ก่อนตั้งท้อง ซึ่งบางครั้ง ถ้าต้นข้าวไม่ใหญ่ อวบ และ สมบูรณ์ ก็จะทำให้รวงข้าวเล็กและน้ำหนักน้อย หรือถ้าออกรวงแล้วรวงใหญ่ ก็จะ ทำให้ต้นข้าวล้มไม่สามารถรับน้ำหนักรวงได้ จึงต้องบำรุงต้นข้าวให้สมบูรณ์ ก่อนเพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนตั้งท้อง




ส่วนผสม
1.ซากสัตว์ที่ตายแล้ว เช่น ไส้ปลา ไส้ไก่ รวมทั้งเนื้อสัตว์ต่างๆ 1 ส่วน
2.กากน้ำตาล 1 ส่วน
3.น้ำเปล่า(ใช้ละลายกากน้ำตาลพอเจือจาง)
4.สารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง
วิธีทำ
1.หั่นเนื้อสัตว์ที่ได้มาให้ขนาดเล็ก เท่าที่จะทำได้
2.ผสมกากน้ำตาลกับน้ำให้ละลาย
3.ละลายสารเร่ง พด.2 ในน้ำอุ่น คนให้เข้ากัน ประมาณ 5 นาที
4. นำเนื้อสัตว์ที่ได้ใส่ภาชนะพลาสติก เติมกากน้ำตาลและสารเร่ง พด.2 ที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 2 เดือน
อัตราการใช้
น้ำหมัก 80 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร/ไร่ เริ่มใช้ตอนข้าว อายุ 15 วัน ฉีดติดต่อกัน 4 ครั้ง ทุก 7 วัน ถ้าจะให้ได้ผลดีควรฉีดพ่นตอนเย็น
ประโยชน์
บำรุงต้นข้าว ให้ต้นใหญ่ อวบ สมบูรณ์ ก่อนตั้งท้อง เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับรวงข้าวที่ใหญ่และน้ำหนักดี ไม่ทำให้ต้นข้าวล้มง่าย


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชัยนาท
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

สปาสมุนไพรดึงสารพิษที่ผิว (Body Detox)

Posted by Gang of 4wd on 21:24 in

สปา(1)ช่วยดึงสารพิษออกจากผิว ผสมดินสอพอง1/2กก.ขมิ้นชันผง1ช้อนชา ไพรผง

สปา(2)2ช้อนชา น้ำมะขามเปียก พอกหน้าผิวกายทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก



สมุนไพร เป็น ได้ทั้งพืชอาหารและใช้เป็นยาที่มีสรรพคุณแตกต่างกันไปในพืชแต่ละชนิดเพื่อ ใช้ในการรักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วยต่างๆโดยลักษณะของพืชสมุนไพรนั้นจะเป็น การนำส่วนต่างๆของพืชมาใช้ประโยชน์ซึ่งได้แก่ ราก ลำต้น ใบ ดอกและผล ทั้งใน ลักษณะสมุนไพรแห้ง ผง และสมุนไพรสด สำหรับสาระสำคัญที่เป็นคุณค่าของสุมนไพร นั้นจำแนกได้หลายประเภท ได้แก่ สมุนไพรที่ที่มีวิตามินเอสูงจะช่วยผลิต เปลี่ยนเซลล์ผิว บำรุงผิวให้เนียนนุ่ม , สมุนไพรที่มีวิตามินบีสูงจะช่วย เพิ่มความชุ่มชื้นให้เส้นผม บำรุงผิวพรรณ, สมุนไพรที่มีวิตามินซีสูงจะช่วย เพิ่มความยืดหยุ่น เร่งการสร้างคอลลาเจนใหม่ ช่วยให้ผิวกระชับอ่อนวัย ต้าน อนุมูลอิสระ, สมุนไพรที่มีวิตามินอีสูงจะช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวให้ ชุ่มชื้น นุ่มเนียน, สมุนไพรที่มีเกลือแร่จะเพิ่มความยืดหยุ่น บำรุงผิวและ สมานผิว เป็นต้น......



สปาสูตรที่1 เพื่อดึงสารพิษที่ผิวหนัง
ส่วนประกอบมีดังนี้
1.ดินสอพอง 1/2 กิโลกรัม
2.ขมิ้นชันผง 1 ช้อนชา
3.ไพลผง 2 ช้อนชา
4.น้ำมะขามเปียกหรือน้ำมะเฟืองคั้นเอาเฉพาะน้ำปริมาณพอเหมาะ

การนำไปใช้งาน : นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงภาชนะพลาสติกที่พอจะหาได้คนให้เข้ากันนำมาพอกผิวหนัง หรือใบหน้าแต่อย่าให้เข้าตาทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยขับไล่ไรฝุ่นและบำรุงผิว หรือจะเติมนมสดหรือโยเกิร์ตหรือน้ำผึ้ง น้ำมะนาว ลงไปอีกก็ได้...




สปาสูตรที่ 2 เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดี
ส่วนประกอบมีดังนี้ :
1.ดินสอพอง 1/2 กิโลกรัม
2.ขมิ้นชันผง 1 ช้อนชา
3.ไพลผง 2 ช้อนชา
4.ขิงสดคั้นเอาเฉพาะน้ำปริมาณพอเหมาะ

การนำไปใช้งาน : นำส่วนผสมทุกอย่างมาผสมคนให้เข้ากันในภาชนะพลาสติกที่พอจะหาได้แล้วนำไปพอก ตัว ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี

ประโยชน์ : ทำเป็นสปาสมุนไพรเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนทางธรรมชาติของเซลล์ผิว เมื่อคลายสิ่งที่เสียแล้วออกมาก็จะดูดสิ่งที่ดีๆกลับเข้าไปชดเชยเป็นการให้ อาหารทางผิวโดยตรงปราศจากสารเคมี ช่วยบำรุงผิวหนัง บำรุงผิวพรรณ ช่วยดึงสารพิษที่ตกค้างภายในร่างกายและเซลล์ที่ตายไปแล้วของผิวหนังผ่านออก มาทางรูขุมขน ….

หมายเหตุ :
-ดินสอพองเมื่อนำพอกตัวจะช่วยในการดูดหินปูนที่เจือจางกว่ารวมทั้งเซลล์ที่ตายไปออกทางรูขุมขน
-ขมิ้นชัน ช่วยลดอาการผื่นคัน ยับยั้งการเจริญเติบโตและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม
-ไพล ช่วยลดอาการอักเสบ เคล็ดขัดยอก บรรเทาปวดและลดผื่นคัน
-ขิง รักษารังแค, ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต
-น้ำมะขามเปียกหรือน้ำมะเฟือง ช่วยในการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวเก่า ทำให้ผิวกระชับ ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งขาวเนียนใสและเป็นยาระบาย
-น้ำผึ้ง ช่วยบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื้น เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลและสมานผิว

ขอบคุณข้อมูลจาก : ชุมชนศรีษะอโศก ตำบลกระแชง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี
อ่านต่อกดจ๊ะ......


0

อาหารไก่สูตรเทียบเคียงอาหารสำเร็จรูป

Posted by Gang of 4wd on 19:26 in
ไก่(1)อาหารไก่สูตรเทียบเคียงอาหารสำเร็จรูปประหยัดเงินสูตร คณินฟาร์ม
ไก่(2)จากศูนย์เครือข่ายเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ สนใจข้อมูลโทร *1677 กด2

ปัจจุบันมีอาหารเม็ดสำเร็จที่ใช้เลี้ยงสัตว์ออกมาจำหน่ายตามท้อง ตลาดมากมาย ซึ่งอาหารสำเร็จทุกชนิดราคาค่อนข้างสูง จึงทำให้เกษตรกรสิ้น เปลืองต้นทุนในการเลี้ยงมากขึ้น อาหารสำเร็จบางชนิดมีคุณภาพต่ำทำให้สัตว์ ที่เลี้ยงได้รับคุณค่าทางอาหารไม่เพียงพอ ทำให้โตช้า จำหน่ายไม่ได้ราคา คุณ คณิน อ้นเจริญ ปศุสัตว์ อาสา เจ้าของฟาร์มคณิน /ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้การ เลี้ยงสัตว์ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลทานตะวันอำเภอพาน จังหวัด เชียงราย จึงได้คิดค้น “สูตรอาหารไก่พื้นเมืองต้นทุนต่ำ เทียบเคียงสูตร สำเร็จ” ขึ้นมา เมื่อได้สูตรมาแล้วก็นำไปศึกษาและเปรียบเทียบคุณภาพกับสำนัก งานปศุสัตว์อำเภอใกล้บ้าน เพื่อให้ได้สูตรที่มีคุณภาพต่อไก่ที่เลี้ยงไว้ อย่างแท้จริงรวมทั้งนำมาเผยแพร่ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่พื้นเมืองและผู้ สนใจต่อไป ซึ่งสูตรนี้ต้องมีการเตรียมวัตถุดิบและมีวิธีการผลิตดังต่อไปนี้ คือ




วัตถุดิบที่ต้องเตรียมคือ
1.ข้าวโพด 14 กิโลกรัม
2.ปลายข้าว 36 กิโลกรัม
3.กากถั่วเหลือง 16 กิโลกรัม
4.ปลาป่น 4 กิโลกรัม
5.รำละเอียด 60 กิโลกรัม
6.ฟรีมิกซ์ 0.25 กิโลกรัม
7.ไดแคลเซี่ยมฟอสเฟต 16% 2.5 กิโลกรัม
8.ไดแคลเซี่ยมฟอสเฟต 21% 1 กิโลกรัม
9.ไลซีน 0.2 กิโลกรัม
10.เมทไธโอนีนและซีสตีน 0.2 กิโลกรัม
11.เกลือแกง 0.4 กิโลกรัม
12.ใบกระถินป่น 1 กิโลกรัม
13.ฟ้าทะลายโจร 0.15 กิโลกรัม
14.ขมิ้น 0.05 กิโลกรัม
15.ไพล 0.05 กิโลกรัม
-นำวัตถุดิบทุกอย่างที่บดละเอียดแล้วมาผสมให้เข้ากัน สูตรนี้สามารถนำมาไปเป็นอาหารสำหรับลูกไก่-แม่ไก่
-ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คุณคณิน อ้นเจริญ ฟาร์มคณิน/ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โทร.085-0381997



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีการทำอาหารปลาดุกและกบแบบประหยัด

Posted by Gang of 4wd on 19:24 in
อาหารสัตว์(1)วิธีการทำอาหารปลาดุกและกบแบบประหยัดแต่ได้คุณค่าครบถ้วน
อาหารสัตว์(2)ใช้ส่วนผสมง่ายๆ สนใจวิธีการทำ โทร * 1677 กด2

วันนี้ ทางด่วนข้อมูลการเกษตร
มีเคล็ดลับการทำอาหารปลามาฝากเกษตรกรกันครับ วิธีการทำอาหารเลี้ยงปลาดุก – กบ แบบประหยัด






ส่วนผสม
- ขี้วัว หรือ ขี้ควายแห้ง 2 กิโลกรัม
- กากมะพร้าว หรือ กากถั่วเหลือง 2 กิโลกรัม
- รำละเอียด(รำอ่อน) 2 กิโลกรัม
- ไส้ปลา หรือ ไส้ไก่ หรือ ปลาบด หรือ ไข่ไก่ ไข่เป็ด หรือ หอยเชอรี่ อย่างใดอย่างหนึ่ง 2 กิโลกรัม (ถ้าทำอาหารเลี้ยงปลานิลไม่ต้องใช้ส่วนผสมข้อนี้)
- ใบกระถิน หรือ ผักตบชวา หรือผักบุ้ง หั่นละเอียด จำนวน 1 กิโลกรัม
- ข้าวจ้าว หรือ ปลายข้าวที่นึ่งสุกแล้ว จำนวน 1 กิโลกรัม
- น้ำหมักจุลินทรีย์สูตรขยายพอประมาณ
*** ถ้าทำอาหารให้หมู เป็ด ไก่ ให้ใช้เมล็ดข้าวโพดและใบกระถิน แทน ไส้ปลา ไส้ไก่ ปลาบด หรือ หอยเชอรี่***
อุปกรณ์
- ภาชนะพลาสติกสำหรับใช้ผสม
- เครื่องบดเนื้อ 1 เครื่อง
วิธีการทำ
1. นำวัสดุทั้งหมด มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
2. ใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ที่ขยายแล้ว มาเทราดผสมจนได้ความชื้นเหมาะสม สามารถปั้นก้อนได้โดยไม่มีน้ำไหลออกมาตามง่ามนิ้วมือ
3. นำอาหารปลาที่ผสมแล้วเข้าเครื่องบด เพื่อบดออกมาให้เป็นเส้นแล้วนำตากแห้ง โดยตากใส่แผ่นสังกะสี หรือให้ปลากินสดๆก็ได้ หากชอบละเอียดก็บดอีกครั้ง
- การให้อาหารปลาเล็ก ตั้งแต่เริ่มเลี้ยงจนปลามีอายุ 1 เดือน ควรให้อาหารสด
- เมื่อปลาอายุ 1 เดือน จึงเปลี่ยนเป็นให้อาหารแห้ง
*** เทคนิคการให้อาหารปลา***
1. เมื่อบดเสร็จแล้ว ปั้นอาหารปลาให้เป็นก้อนกลม แล้วต่อเชือกห้อยคล้ายการใส่เบ็ดตกปลา จากนั้นนำไปหย่อนให้ปลากิน เพราะอาหารปลาสูตรนี้จะจมเร็ว ทำให้ปลากินไม่ทัน จึงต้องปั้นเป็นก้อนแล้วจึงนำไปหย่อนเลี้ยงปลาได้
2. หากมีความจำเป็นต้องเดินทาง หรือ ไม่มีคนคอยให้อาหารปลาที่เลี้ยงไว้ ให้ใช้วิธีปั้นอาหารปลาเป็นก้อน แล้วนำไปร้อยเชือกเรียงกันไว้ ปริมาณอาหารนั้นตามระยะเวลาที่จะไม่อยู่ จากนั้นก็นำไปตากแดดให้อาหารปลาแห้งสนิท แล้วนำไปหย่อนไว้ริมบ่อ เพื่อให้ปลาได้กิน แล้วปลาจะมาจิกตอดกินตลอดเรื่อยๆ จนหมดก้อน แล้วก้อนใหม่ก็จะหล่นลงมาแทนที่ เพียงพอตลอดทั้งวันที่ไม่มีใครอยู่
ให้อาหารได้
*** การทำอาหารกบ***
หากต้องการทำอาหารเพื่อใช้เลี้ยงกบ ให้ใช้ปลาทูเล็กบดแทนไส้ปลา หรือ ไส้ไก่ เมื่อผสมและคลุกเคล้าเข้ากันจนได้ที่แล้ว นำไปให้กบกินสดๆ จะทำให้กบโตเร็วขึ้น



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * ๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

สูตรบำรุงต้นข้าวให้แข็งแรงก่อนตั้งท้อง

Posted by Gang of 4wd on 19:22 in
น้ำหมัก(1)สูตรบำรุงต้นข้าวให้แข็งแรงก่อนตั้งท้องใช้ไส้ปลาและไส้ไก่1ส่วน
น้ำหมัก(2)กากน้ำตาล1ส่วนสารพด2.1ซองคลุกเคล้าหมัก60วันการใช้โทร*1677กด2

เกษตรกรผู้ที่ทำนาข้าวส่วนใหญ่ยังใช้สารเคมีในการบำรุงต้นข้าวช่วง ที่ต้นข้าวสะสมอาหาร ก่อนตั้งท้อง ซึ่งบางครั้ง ถ้าต้นข้าวไม่ใหญ่ อวบ และ สมบูรณ์ ก็จะทำให้รวงข้าวเล็กและน้ำหนักน้อย หรือถ้าออกรวงแล้วรวงใหญ่ ก็จะ ทำให้ต้นข้าวล้มไม่สามารถรับน้ำหนักรวงได้ จึงต้องบำรุงต้นข้าวให้สมบูรณ์ ก่อนเพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนตั้งท้อง




ส่วนผสม
1.ซากสัตว์ที่ตายแล้ว เช่น ไส้ปลา ไส้ไก่ รวมทั้งเนื้อสัตว์ต่างๆ 1 ส่วน
2.กากน้ำตาล 1 ส่วน
3.น้ำเปล่า(ใช้ละลายกากน้ำตาลพอเจือจาง)
4.สารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง
วิธีทำ
1.หั่นเนื้อสัตว์ที่ได้มาให้ขนาดเล็ก เท่าที่จะทำได้
2.ผสมกากน้ำตาลกับน้ำให้ละลาย
3.ละลายสารเร่ง พด.2 ในน้ำอุ่น คนให้เข้ากัน ประมาณ 5 นาที
4. นำเนื้อสัตว์ที่ได้ใส่ภาชนะพลาสติก เติมกากน้ำตาลและสารเร่ง พด.2 ที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 2 เดือน
อัตราการใช้
น้ำหมัก 80 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร/ไร่ เริ่มใช้ตอนข้าว อายุ 15 วัน ฉีดติดต่อกัน 4 ครั้ง ทุก 7 วัน ถ้าจะให้ได้ผลดีควรฉีดพ่นตอนเย็น
ประโยชน์
บำรุงต้นข้าว ให้ต้นใหญ่ อวบ สมบูรณ์ ก่อนตั้งท้อง เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับรวงข้าวที่ใหญ่และน้ำหนักดี ไม่ทำให้ต้นข้าวล้มง่าย


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชัยนาท
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ยาบำรุงวัว-ควายแก้เบื่ออาหาร

Posted by Gang of 4wd on 19:15 in
วัว-ควาย(1)ยาบำรุง แก้เบื่ออาหาร ใบขี้เหล็กครึ่งกก.เกลือแกง3ช้อนโต๊ะ
วัว-ควาย(2)ตำเข้ากันผสมน้ำ1ลิตรกรองเอาแต่น้ำกรอกให้สัตว์กินวันละ1 มื้อ

ขี้เหล็กเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์มาก ไม่ว่าจะสำหรับคน หรือ สัตว์ ความขมของขี้เหล็กจะช่วยในการขับลมในคนได้ ที่สำคัญ ขี้เหล็กเป็น พืชสมุนไพร ที่ช่วยในการรักษาอาการเบื่ออาหาร และยังช่วยในการบำรุง กำลัง ให้กับวัวได้อีกด้วย และที่สำคัญไปกว่านั้น ใบขี้เหล็กต้ม ยัง เป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยในการรักษาโรคพยาธิภายใน ของวัวควายได้ อย่างดีเยี่ยมทีเดียว อย่างที่คุณอ่อน พิมพ์พรรณ เกษตรกรผู้ที่มีความ เชี่ยวชาญในเรื่องการเลี้ยงวัวนม มากว่า 15 ปี ได้แนะวิธีการ ง่าย ๆ ที่จะนำใบขี้เหล็กมาใช้ในการรักษาโรคดังกล่าวของวัวควายได้อย่าง ง่ายดาย โดยวิธีการและรายละเอียดต่างๆ ดังนี้



รักษาอาการเบื่ออาหาร บำรุงร่างกายในวัวควาย
วัสดุอุปกรณ์
1. ใบขี้เหล็ก ครึ่งกิโลกรัม
2. เกลือแกง 3 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำ 1 ลิตร
วิธีการทำ
นำใบขี้เหล็กที่ได้มาผสมกับเกลือ แล้วตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำ คั้นและกรองเอาเฉพาะน้ำ
วิธีการใช้
เอาน้ำใบขี้เหล็กที่คั้นและกรองเรียบร้อยแล้ว มากรอกให้วัวควายกินวันละ 1 ขวด จะช่วยให้วัวควายกินอาหารได้มากขึ้น และที่สำคัญจะช่วยให้วัวควายมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้นด้วย
รักษาโรคพยาธิภายในของวัวควาย
วัสดุอุปกรณ์
1. ใบขี้เหล็ก ประมาณ ครึ่งกิโลกรัม
2. น้ำ 2 ลิตร
วิธีการทำ
นำใบขี้เหล็ก และน้ำที่เตรียมไว้ มาต้มจนเป็นสีเหลือง จากนั้นทิ้งไว้ให้เย็น และนำมากรองเอากากออก
วิธีการใช้
นำน้ำต้มขี้เหล็กที่ได้ ไปกรอกให้วัวควายที่เป็นโรคพยาธิกินได้เลย ครั้งละ 1 ขวด วันละ 2 ครั้ง ประมาณ 3-4 วัน แค่นี้ก็จะช่วยในการรักษาโรคพยาธิภายในของวัวและควายได้แล้ว


โดย คุณอ่อน พิมพ์พรรณ เกษตรกรผู้มีความชำนาญในด้านการเลี้ยงวัวนม ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร*๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีทำกับดักแมลงในนาข้าว

Posted by Gang of 4wd on 20:10 in
ข้าว(1)วิธีทำกับดักแมลงในนาโดยไม่ใช้สารเคมีใช้กาวดักแมลงทาแผ่นพลาสติก
ข้าว(2)ฟิวเจอบอร์ดสีเหลืองแล้วนำไปปักในนาข้าวเท่านั้นแมลงจะบินมาติด

การปลูกข้าวในพื้นที่บ้านเรา ปัญหาโรคและแมลงรบกวนเป็นสิ่งที่หลีก เลี่ยงไม่ได้ ในแต่ละปี ปัญหาศัตรูข้าวที่เกิดขึ้นทำให้ผลผลิตข้าวลดลงถึง ร้อยละ 20 ศัตรูข้าวที่สำคัญ ได้แก่ โรคข้าวต่างๆ แมลงศัตรูข้าว สัตว์ศัตรู ข้าว เช่น ผีเสื้อกลางคืน แมลง เพลี้ยต่างๆ ศัตรูข้าวทั้งหมดนี้สามารถเข้า ทำลายต้นข้าวได้ในระยะต่างๆกันไป การใช้วิธีป้องกันและกำจัดศัตรูข้าวแต่ละ วิธีไม่อาจประกันได้ว่าจะได้ผล แต่ก็มีหลากหลายวิธีที่เกษตรกรหามากำจัดแบบ ได้ผล หนึ่งในวิธีนั้นก็คือ กลวิธีกับดักกำจัดแมลงศัตรูพืชในนาข้าว เรามาดู วัสดุและขั้นตอนในการทำกับดักนี้กัน



วัสดุ อุปกรณ์
1.แผ่นพลาสติกฟิวเจอร์บอร์ดสีเหลือง
2.กาวดักแมลง
3.ไม้หลัก
วิธีทำ
นำแผ่นพลาสติกฟิวเจอร์บอร์ดสีเหลืองมาตัดให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยม ขนาด 15x20เซนติเมตร จากนั้นก็นำไม้หลัก ขนาด 1.50 เซนติเมตร ติดเข้ากับแผ่นพลาสติกฟิวเจอร์บอร์ดสีเหลือง ที่ตัดเป็นสี่เหลี่ยม แล้วก็ให้นำกาวดักแมลงมาทาที่แผ่นพลาสติกฟิวเจอร์บอร์ดสีเหลือง เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
วิธีการใช้
นำไปปักไว้ในแปลงนา ในช่วงข้าวอายุ 20 วัน ขึ้นไป
วิธีการทำกาวดักแมลง
ให้เอาน้ำมันเครื่องผสมกับเศษยางแผ่นดิบตั้งไฟเคี้ยวให้ละลายเหนียวตามความต้องการ ตั้งให้เย็น ก็สามารถนำไปใช้ได้

ที่มา : ศูนย์ทางดเวนข้อมูลการเกษตร * ๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชัยนาท
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

สูตรการทำน้ำหมักรักษาโรคขอบใบแห้ง

Posted by Gang of 4wd on 20:08 in
โรคข้าว(1)สูตรการทำน้ำหมักรักษาโรคขอบใบแห้งในแปลงนาใช้ฮอร์โมนไข่100cc
โรคข้าว(2)ปุ๋ยโปแตสเซียม 2 ช้อนแกง น้ำเปล่า20ลิตร ฉีดพ่นอาทิตย์ละครั้ง

โรคขอบใบแห้ง มักจะพบมากตั้งแต่ช่วงระยะต้นกล้าจนถึงช่วง ข้าวออกรวง ลักษณะอาการจะเริ่มมีรอยช้ำสีเทาตามขอบใบและลุกลามไปตามแนวยาว ของใบข้าวจากนั้นจะแห้งเป็นสีเหลือง ถ้าไม่รักษาจะส่งผลทำให้เชื้อลุกลามไป ยังต้นข้าวและเหี่ยวเฉาตายไปในที่สุด

สาเหตุของโรคขอบใบแห้งที่เกษตรกรพบปัจจุบันมี 2 สาเหตุ สาเหตุแรกเกิดจากกระแสลมที่พัดแรงผิดฤดูทำให้ใบข้าวโดนลมและแห้งตามขอบใบ อาการจากสาเหตุดังกล่าวไม่รุนแรงแต่จะหายไปเองเมื่อต้นข้าวมีอายุมากขึ้น ส่วนอีกหนึ่งสาเหตุนั้นเกิดจากเชื้อบักเตรี ซึ่งจะลุกลามอย่างรวดเร็วในระยะ 10-15 วันโดยมีน้ำในนาข้าวเป็นตัวนำเชื้อให้ลุกลามไปยังแปลงอื่นๆ ส่งผลทำให้ต้นข้าวชะลอการเจริญเติบโต ผลผลิตได้ไม่เต็มที่ เป็นปัญหาที่เกษตรกรต้องรีบแก้ไขด้วยวิธีการต่างๆที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับคุณวิเชียร โชติเฉลิมพงษ์ เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด จ.พระนครศรีอยุธยา แล้วมีวิธีการจำกัดโรคขอบใบไหม้ ที่เกษตรกรทั่วไปสามารถทำได้โดยมีสูตร ดังนี้



ส่วนผสมที่ใช้
ฮอร์โมนไข่สำหรับพืช 100 ซีซี
ปุ๋ยโปแตสเซียม (ชนิดละลายน้ำ) 2 ช้อนแกง
น้ำเปล่า 20 ลิตร
วิธีทำและการนำไปใช้
นำฮอร์โมนไข่ ปุ๋ยโปแตสเซียมซัลเฟต ชนิดละลายน้ำผสมในน้ำเปล่า 20 ลิตร คนให้ละลายเข้ากัน จากนั้นฉีดพ่นในนาข้าวที่มีอาการของโรคขอบใบแห้ง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง อาการของโรคจะค่อยๆดีขึ้น และยังเป็นการบำรุงการเจริญเติบโตของต้นข้าวอีกด้วย

**การทำ ฮอร์โมนไข่ใช้ไข่ไก่สดทั้งเปลือก 5 กก. + กากน้ำตาล 5 กก. + ยาคูลท์ 1 ขวด( 80 ซีซี)+แป้งข้าวหมาก 1 ลูก นำทั้งหมดบดผสมรวมกัน หมักในภาชนะปิดฝาคนทุกวันเช้า-เย็นครบ 14 วันนำมาใช้ได้


ขอบคุณข้อมูล : คุณวิเชียร โชติเฉลิมพงษ์ เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด จ.พระนครศรีอยุธยา เกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ให้อาหารทางใบ ใช้สารสกัดจากพืช ควบคุมแมลงและโรคในข้าว โทร 081-9060304
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * ๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

น้ำหมักสมุนไพรป้องกันเพลี้ยในนาข้าว

Posted by Gang of 4wd on 20:06 in
น้ำหมัก(1)น้ำหมักสมุนไพรป้องกันเพลี้ยในนาข้าวและหนอนแมลงต่างๆในแปลงผัก
น้ำหมัก(2)ใช้สะเดา,บอระเพ็ด,ข่า,ตะไคร้หอมและสารอื่นๆสนใจโทร * 1677 กด2

วันนี้ทางด่วนข้อมูลการเกษตรมีวิธีการทำน้ำหมักสมุนไพรป้องกันเพลี้ยในนาข้าวและหนอนแมลงต่างๆในแปลงผัก มาฝากทุกท่านกันครับ




ส่วนผสมและวิธีการทำ
1.สะเดา 3 กิโลกรัม (ทั้ง ใบ ดอก ผล เปลือก ราก)
2.บอระเพ็ด 4 กิโลกรัม (ทั้ง ใบ เปลือก ราก)
3.ข่า 1 กิโลกรัม (ทั้ง ใบ ดอก เปลือก ราก)
4.ตะไคร้หอม 1 กิโลกรัม (ทั้ง ใบ ดอก เปลือก ราก)
5.หางไหล 1 กิโลกรัม (ทั้ง ใบ ดอก เปลือก ราก)
6.ผลไม้สุก 3 ชนิด อย่างละ 1 กิโลกรัม
7.ยาฉุน 2 กิโลกรัม
8.กากน้ำตาล/น้ำตาลทรายแดง 4 กิโลกรัม

บดหรือสับให้ละเอียด น้ำที่ออกมาอย่าทิ้งคลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เขากันดีใส่ลงในถังเติมน้ำ เปล่า40 ลิตร ปิดฝา เก็บไว้ในที่ร่ม อุณหภูมิ 25-35 องศา หมั้นคนบ่อยๆ หมักทิ้งไว้ 30 วัน
วิธีการใช้และอัตราที่ใช้
น้ำหัวเชื้อ 1 ลิตร/น้ำ 300ลิตร ฉีดพ่นช่วงเวลาอากาศไม่ร้อนหรือช่วงเช้าแดดยังไม่จัด ให้ทั่วทรงพุ่มทั้งใต้ใบและบนใน ทุกๆ 3-5 วัน
ประโยชน์ที่ได้รับ
ช่วยป้องกันหนอนทำลายผัก นาข้าว เพลี้ยกระโดด แมลงปากกัด ปากดูด เชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด


นายนพดล น้อยใหม่ หมอดินอาสาตำบลหัวถนน
อยู่บ้านเลขที่ 86/2 หมู่ที่ 4 ตำบลหัวถนน อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร
โทร.087-523-3951
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทะยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.พิษณุโลก
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การต่อยอดมะม่วงให้ออกผลนอกฤดูกาล

Posted by Gang of 4wd on 19:42 in
มะม่วง(1)การต่อยอดมะม่วงทำให้ออกผลนอกฤดูกาลด้วยเทคนิคดีๆจากไร่มณทิรา
มะม่วง(2)ที่มีความเชี่ยวชาญด้านมะม่วงอย่างดีเพิ่มเติมข้อมูลโทร*1677กด2


มะม่วง เป็น ผลไม้ที่นิยมรับประทานกันมาก เพราะนอกจากจะรับประทานกับแบบดิบๆ ยังสามารถ รับประทานสุก หรือนำมาแปรรูป เป็นมะม่วงแผ่น มะม่วงกวน มะม่วงแช่ อิ่ม มะม่วงดอง และใส่ในขนมต่างๆ ได้อีกด้วย มะม่วงมีหลายพันธุ์ แต่ที่นิยม นำมาขยายพันธุ์ได้แก่ พิมเสนมัน แรด เขียวสวย อกร่อง น้ำดอกไม้ ฯลฯ การขยาย พันธุ์สามารถทำได้หลายวิธี อาจใช้การเพาะเมล็ด ปักชำ ตอน ติดตา ทาบกิ่งหรือ ต่อยอด โดยวิธีการเสียบยอดหรือต่อยอดสามารถทำได้ง่าย คุณภาพดี และปริมาณ มาก ลงทุนน้อย และแม่พันธุ์ไม่ทรุดโทรม ด้วยเหตุนี้ คุณหนูกัน มนตรี โพธิ์ เจ้าสวนมะม่วง บ้านคำแดง ม.17 ต.เดิด อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธรที่ปลูก มะม่วงทั้งหมด 6 สายพันธุ์คือ พันธุ์เขียวเสวย พันธุ์น้ำดอกไม้ ฟ้า ลั่น หนองแซง โชคอนันต์และมะม่วงแรด จำนวน 400 กว่าต้นให้ผลผลิตถึงปี ละ 17-18 ตัน จึงเลือกวิธีการขยายพันธุ์มะม่วงในสวน โดยวิธีการต่อยอด ซึ่ง การต่อยอดโดยวิธีของคุณหนูกัน จะทำให้มะม่วงสามารถออกผลได้เร็วกว่าปกติและ ออกผลนอกฤดูกาลได้ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้



การคัดเลือกพันธุ์
1.เลือกสายพันธุ์ที่ออกผลจำนวนมาก
2.คัดเลือกพันธุ์ที่มีความแข็งแรงและต้านทานโรคได้ดี
3.คัดเอาเฉพาะยอดที่กำลังออกดอกหรือกำลังจะผลัดใบ

วิธีทำ : ตัดยอดให้มีความยาว 6 เซนติเมตรแล้วทำการตัดเฉียงยอดพันธุ์ที่เตรียมไว้นำมาประกบกับพันธุ์ของต้น ตอแล้วนำพลาสติกมาพันให้มิดชิดโดยไม่ให้น้ำและอากาศเข้าได้ ทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน ยอดที่เปลี่ยนเข้าไปจะงอกขึ้นมาแทนยอดเดิมแล้วจึงแกะพลาสติกที่หุ้มไว้ออก

ประโยชน์ :
-สามารถเลือกสายพันธุ์ของกิ่งพันธุ์ได้
-กิ่งพันธุ์ที่ได้รับจากการเปลี่ยนยอดจะสามารถออกผลได้เร็วกว่าปกติและออกผลนอกฤดูกาลได้

ขอบคุณข้อมูลจาก “ไร่มณทิรา” บ.คำแดง ม.17 ต.เดิด อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธร


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

ข้าวแคบขนมตามเทศกาลของภาคเหนือ

Posted by Gang of 4wd on 19:40 in
ข้าว(1)ข้าวแคบขนมที่นิยมเก็บไว้รับประทานในงานเทศกาลของภาคเหนือ
ข้าว(2)เป็นขนมที่แปรรูปจากข้าวเหนียวรสชาติอร่อยสนใจวิธีการทำโทร*1677กด2

ข้าวแคบ เป็นอาหารว่างชนิดหนึ่งที่ทำมาจากข้าวเหนียว มีวิธีทำคล้าย ข้าวเกรียบปากหม้อ แต่การทำข้าวแคบ เป็นการนำเอาแผ่นแป้งไปตากแดดให้แห้ง ทำ ให้สุกโดยปิ้งหรือทอด นิยมเก็บไว้รับประทานในงานเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ เมือง งานบวชลูกแก้ว งานปอยหลวง ในอดีตข้าวแคบเป็นที่นิยมทานกันทั้งลูกเด็ก เล็กแดง ทั้งวัยรุ่น พ่อแม่ปู่ย่าตายาย เรียกว่านิยมทานกันทุกรุ่นก็ว่า ได้ คุณอ้าย หัตถผสุ ผู้สืบทอดอาชีพการแปรรูปข้าวเหนียวเป็นของขบเคี้ยว



วัสดุอุปกรณ์การทำข้าวแคบ
1.ข้าวสารเหนียว 4 ลิตร
2.งาดำ 2 ขีด
3.เกลือป่น 1 ขีด
4.อุปกรณ์สำหรับทำข้าวเกรียบปากหม้อ
วิธีทำเตรียมแป้ง
1.แช่ข้าวสาร 1 คืน
2.โม่ข้าวสารให้ละเอียด
3.ผสมน้ำสะอาดให้พอเหลว
4.ใส่งาดำ เกลือป่น ลงไปแล้วผสมให้เข้ากัน
วิธีทำแผ่น
1.คลุมหม้อด้วยผ้าขาวบาง ตั้งน้ำให้เดือด ละเลงแป้งลงบนผ้าเป็นแผ่นวงกลม
2.พอแป้งสุก ใช้ไม้พายช้อนขึ้น
3.วางแป้งลงบนแผ่นหญ้าคา ทำต่อเรื่อยๆ จนเต็ม
4.ตากแดดให้แห้ง ประมาณ 1 วัน
วิธีรับประทาน
ให้นำแผ่นข้าวแคบไปทอดกับน้ำมันเดือด แล้ว รอให้เย็นก็สามารถรับประทานเป็นของขบเคี้ยวได้เลย


ภูมิปัญญา:คุณอ้าย หัตถผสุ ผู้สืบทอดการทำข้าวแคบชุมชนสันร้อง ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย 087-7889101
ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * ๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.เชียงราย
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

นวด “ลังกาสุกะ” กับเคล็ดลับ “ยี่หร่าดำ”

Posted by Gang of 4wd on 18:49 in
หมอมะนาเซ (เสื้อขาว) ขณะกำลังตรวจอาการผู้ป่วย


อัน ว่าภูมิปัญญาการนวดของมนุษยโลกนั้นมีมานานนับแต่โบร่ำโบราณ แต่ละประเทศแต่ละดินแดนก็มีแตกต่างกันไปตามภูมิปัญญาที่สืบต่อกันมาของแต่ละ ชนชาติ แม้กระทั่งในประเทศเดียวกันเช่นประเทศไทยเอง ศิลปะภูมิปัญญาการนวดก็แตกต่างกันภูมิภาคเช่นกัน

ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีภูมิปัญญาด้านการนวดรักษาแบบพื้นถิ่น ซึ่งหากดูเผินแค่กรรมวิธีการนวด อาจจะมองว่าไม่ต่างจากการนวดในภาคอื่นๆ ของไทย หากทว่าข้อเด่นเคล็ดลับของการนวดอันเป็นเอกลักษณ์ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น อยู่ที่ “น้ำมัน” ที่สกัดมาจากพืชที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นหู นั่นก็คือ “ยี่หร่าดำ”

มะนาเซ เจะแน หัวหน้าแผนกการแพทย์แผนไทย รพ.จะแนะ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ย้อนรอยถึงที่มาของการนวดชนิดนี้ว่า เดิมที่วิชาการนวดแขนงนี้เป็นองค์ความรู้เฉพาะพื้นถิ่นของคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นองค์ความรู้แบบภูมิปัญญาชาวบ้าน มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยวัตถุประสงค์หลักของการนวดชนิดนี้ ส่วนใหญ่จะใช้รักษาอาการปวดเมื่อยทั่วไปและใช้สำหรับนวดสตรีหลังคลอดเป็น หลัก


หน้าตาของเมล็ดยี่หร่าดำ

“ต่อมาเมื่อราวๆ ปี 2549 ผมได้รับงบประมาณก้อนหนึ่งจากสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพมุสลิมไทย ประกอบกับยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาลจะแนะ ที่สนับสนุนให้มีการประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการรักษา เพื่อลดช่องว่างปัญหาที่เกิดมาจากความรุนแรงในพื้นที่ ที่ส่งผลให้ประชาชนรู้สึกไม่ดีต่อหน่วยงานรัฐ แต่เมื่อเรานำภูมิปัญญาด้านการรักษาแบบท้องถิ่นเข้ามาใช้ในโรงพยาบาล อย่างเช่นในห้องคลอดของโรงพยาบาล เมื่อเด็กที่คลอดออกมาเป็นชาย หากพ่อแม่ต้องการให้ทำสุหนัดหรือขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศตามข้อบัญญัติของ อิสลาม ก็จะมีเจ้าหน้าที่ทำให้เลย และเรายังได้จ้างอุสตาซ หรือผู้รู้ในศาสนาอิสลาม มาทำพิธีเปิดปากให้เด็กแรกเกิดตามธรรมเนียมมุสลิมด้วย ซึ่งเมื่อทำเช่นนี้ ประชาชนในพื้นที่ก็จะรู้สึกดีต่อหน่วยงานรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐก็จะดีขึ้นเป็นลำดับ

“ผม จึงตัดสินใจนำงบประมาณก้อนนั้น เพื่อการเฟ้นหาหมอภูมิปัญญาการนวดแบบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หามาได้ 30 คน จากนั้นก็คัดเหลือ 15 คน แล้วเลือกท่าที่เหมาะสมมาประยุกต์รวมกันเพื่อนำท่าที่เลือกและประยุกต์แล้ว เหล่านี้ไปใช้ในโรงพยาบาลควบคู่ไปกับการรักษาแบบการแพทย์แผนปัจจุบัน และได้เรียกชื่อการนวดชนิดนี้เสียใหม่ เพื่อให้คนทั่วไปรับทราบถึงเอกลักษณ์แห่งภูมิปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เลยตั้งชื่อใหม่ว่านวดแบบลังกาสุกะ”

การสาธิตการนวดแบบลังกาสุกะ

หัวหน้าแผนกการแพทย์แผนไทยรายนี้ อธิบายถึงลักษณะพิเศษที่ทำให้การนวดแบบลังกาสุกะ แตกต่างออกไปจากการการนวดแบบอื่นๆ ว่า อยู่ที่ “น้ำมัน” ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะอันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ได้จากการนำพืชสมุนไพร 15 ชนิด ต้มรวมกันแล้วใส่ “พระเอก” ของรายการอย่าง “ยี่หร่าดำ” ลงไปด้วย

“ยี่หร่าดำ หรือฮับบะตุซเซาดาอ์ หรือที่บางคนอาจจะรู้จักในชื่อของ “เทียนดำ” เป็นสมุนไพรที่ถูกใช้เพื่อรักษาโรคมาแต่ครั้งโบร่ำโบราณ ในพระวจนะของศาสดามูฮัมหมัดองค์ที่ 25 ได้ระบุชัดว่า สูเจ้าจงใช้ฮับบะตุซเซาดาอ์ มันจำเป็นสำหรับสูเจ้า ฮับบะตุซเซาดาอ์จะรักษาได้ทุกโรคยกเว้นความแก่และความตาย ในการนวดแบบท้องถิ่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สืบต่อกันมา ก็มีการใช้น้ำมันยี่หร่าดำมาใช้เป็นยานวดเพื่อบำบัดอาการเจ็บป่วยด้วย และในชีวิตประจำวันของคนในท้องถิ่นนี้ หากมีอาการปวดเมื่อยไม่สบายตัว ส่วนใหญ่มักจะไปหาหมอพื้นบ้านเพื่อไปนวดตำรับนี้กันทั้งนั้น ทางโรงพยาบาลจึงเล็งเห็นประโยชน์และนำมาปรับใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้เป็นที่นิยมมากในกลุ่มประชาชนในพื้นที่”

การสาธิตการนวดแบบลังกาสุกะ

มะนาเซ ให้ภาพขั้นตอนการรักษาด้วยวิธีการนวดแบบลังกาสุกะ ภายในโรงพยาบาลจะแนะ ว่า เริ่มลงทะเบียนประวัติผู้ป่วย และซักอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของผู้ป่วยเหมือนกับทำทะเบียนประวัติในโรงพยาบาล อื่นๆ ตามปกติ แต่หากว่าผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว หรือปวดตามข้อด้วยสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง แพทย์ก็จะส่งผู้ป่วยมารับการรักษาด้วยการนวดแบบลังกาสุกะ

“ปกติ การนวดทั้งแบบเชลยศักดิ์และการนวดแบบราชสำนัก จะเริ่มนวดจากส่วนเท้าก่อน แต่การนวดแบบลังกาสุกะจะแตกต่างออกไป โดยจะเริ่มจากส่วนหน้าท้องที่บริเวณสะดือก่อน เพราะเชื่อว่าจุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นประสาทต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับวิชาการแพทย์อายุรเวทที่ระบุว่าจุดนี้เป็นจุดกำเนิดของเส้น ประธานทั้ง 10”

มะนาเซ ยังกล่าวอีกด้วยว่านอกจากการนวดและการใช้น้ำมันนวดแล้ว การนวดแบบลังกาสุกะยังมี “ตัวช่วย” สำคัญอย่าง “ลูกประคบ” ที่รวบรวมสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ช่วยทางด้านแก้ปวดเมื่อยจำพวกไพล ขมิ้น ฯลฯและ “หินร้อน” ที่ใช้วางและประคบบริเวณจุดปวด เพื่อให้ความร้อนช่วยให้น้ำมันยี่หร่าดำที่ถูกต้มผสมกับสมุนไพรสูตรเฉพาะของ โรงพยาบาล ซึมซาบสู่ร่างกายได้ดีขึ้น



การสาธิตการนวดแบบลังกาสุกะ


“ปัจจุบันการให้บริการ การรักษาแบบการนวดลังกาสุกะ มีผู้นิยมใช้บริการกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะประชาชนในท้องถิ่นที่จะเชื่อถือองค์ความรู้ด้านนี้ ก็จะเดินทางมาใช้บริการกันเป็นจำนวนมากไม่เว้นแต่ละวัน ถือเป็นการบูรณาการที่นำเองภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ควบคู่กับการรักษาแบบเดิม เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ป่วย ทำให้เมื่อป่วยด้วยอาการไม่ร้ายแรง แค่ปวดเมื่อยหรือปวดข้อธรรมดา คนไข้ก็สามารถเลือกได้ว่าจะกินยาแผนปัจจุบันหรือเลี่ยงการกินยาด้วยการนวด แบบลังกาสุกะ และในส่วนของประโยชน์ทางอ้อม ทางโรงพยาบาลเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชน ประชาชนก็เข้าหาหน่วยงานรัฐมากขึ้น เกิดความสามัคคีในชุมชน” หัวหน้าแผนกแพทย์แผนไทยแห่งโรงพยาบาลจะแนะทิ้งท้าย
Data Thank ASTV
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำน้ำหมักจากเศษอาหาร

Posted by Gang of 4wd on 18:36 in
ข้าว(1)การทำน้ำหมักจากเศษอาหารเพื่อใช้ในนาข้าว ใช้เศษอาหาร 10 ส่วน
ข้าว(2)กากน้ำตาล1ส่วน สารเร่ง พด2 . 1ซอง เคล้าให้เข้ากันหมักนาน 1 เดือน



นายสุธรรม คงสุข เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพแบบผสมผสาน บนพื้นที่ ประมาณ 20 ไร่ อยู่ที่บ้านห้วยขัน หมู่ 2 ต. วังอ่าง อ. ชะอวด จ. นครศรี ธรรมราช เดิมทีแล้วคุณลุงสุธรรม ประกอบอาชีพทำสวนยางพาราเพียงอย่าง เดียว แต่ไม่พอกับค้าใช้จ่ายในแต่ละวัน ภายหลังเมื่อมีการทำเกษตรแบบ เศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาในชุมชนทำให้คุณลุงสุธรรม ได้เปลี่ยนแนวคิดมาทำการ เกษตรแบบพอเพียงเมื่อปี 2537 เป็นต้นเพื่อที่จะลดต้นทุนในการผลิต ลดการใช้ สารเคมี ปัจจุบันนี้ได้ปลูกผักสวนครัวกินเอง เลี้ยงวัว เลี้ยงปลา ปลูก ข้าว อีกทั้งยังทำให้คุณลุงมีรายได้จากการทำเกษตรแบบพอ เพียง ประมาณ 250,000 ต่อปี แต่การทำเกษตรที่เป็นลักษณะเด่นของคุณลุงสุ ธรรม คือการปลูกข้าวพันธุ์หอมราชินี โดยใช้น้ำหมักชีวภาพที่หมักจากเศษอาหาร เหลือใช้ มีเทคนิคและกระบวนการปฏิบัติดังนี้



เทคนิคและวิธีการปลูกข้าวพันธุ์หอมราชินี โดยใช้น้ำหมักชีวภาพที่หมักจากเศษอาหารเหลือใช้
วัสดุ อุปกรณ์
1. เศษอาหารเหลือใช้ 10 ส่วน
2. กากน้ำตาล 1 ส่วน
3. สารเร่ง พด.2 1 ซอง
วิธีการทำ
- นำเศษอาหารเหลือใช้ในแต่ละวันที่เตรียมเอาไว้ 10 ส่วน มาผสมกับกากน้ำตาลและสารเร่ง พด.2 คลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งเอาไว้ในถังหมักเป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ก็กรองเอาเฉพาะน้ำใส่ในนาข้าวพันธุ์หอมราชินีได้เลย
การนำไปใช้
- นำน้ำหมักชีวภาพที่หมักครบตามกำหนดโดยกรองเอาเฉพาะน้ำหมัก 1 ลิตร นำไปราดให้ทั่วในนาข้าวต่อพื้นที่ 30 ตารางเมตร โดยทำการให้ทุกๆ 15 วัน จะทำให้ข้าวพันธุ์หอมราชินี มีภูมิต้านทานโรคได้ดี โตเร็วขึ้นกว่าเดิม เมล็ดใหญ่ขึ้น ให้ผลผลิต 0.5 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ต้นไม่ล้มได้ง่าย ไม่มีหอยเชอร์รี่เข้าทำลาย มีกลิ่นหอมมากกว่าเดิม
ลักษณะเด่นของข้าวพันธุ์หอมราชินี
1. ต้นเล็ก สูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร
2. ให้ผลผลิตสูง ประมาณ 0.5-1.0 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร
3. เมื่อนำไปหุงแล้วจะมีกลิ่นหอม
4. อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 3 เดือน
5. สามารถต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืชได้ดี



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ. นครศรีธรราราช
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีการทำน้ำหมักจากหอยเชอรี

Posted by Gang of 4wd on 18:33 in
ข้าว(1)วิธีการทำน้ำหมักจากหอยเชอรีเพื่อใช้บำรุงและเป็นปุ๋ยในนาข้าว
ข้าว(2)ใช้หอยเชอรีมะกรูดและส่วนผสมอื่นๆสนใจข้อมูลโทร *1677กด2



คุณ.หรอผาน ยุทธิอาด มีอาชีพปลูกข้าว อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลข ที่ 36/1 ม.5 ต.ปากนคร จ.นครศรีธรรมราช คุณลุง เป็นประธานศูนย์ข้าวปาก นคร โดยอาชีพหลักของคุณลุงก็ทำนาเป็นหลักซึ่งมีพื้นที่ในการทำนาทั้ง หมด ประมาณ 50 ไร่ เป็นนาของตนเอง10 กว่าไร่ อีก 40 ไร่ก็เช่าที่ของญาติๆทำ นา โดยพื้นที่ทั้งหมดจะปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 เพียงพันธุ์เดียวเท่านั้น เพราะพันธุ์นี้ปลูกง่าย ลักษณะของพันธุ์ข้าว มีเมล็ดที่ยาวใหญ่และ ยัง สามารถนำไปแปรรูปเป็นขนมจีนหรือทำขนมได้ ด้วย



การปลูกข้าวพันธุ์ ชัยนาท 1ให้ต้นแข็งแรงด้วยน้ำหมักประหยัดต้นทุนน้ำหมักชีวภาพที่ทำจากหอยเชอรี่ สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยในนาข้าวของคุณลุงได้ค่ะ
วิธีการวัสดุที่ใช้
1. หอยเชอร์รี่ 10 กก. (โขกละเอียด)
2. น้ำสะอาด 4 ลิตร
3. หัวน้ำส้ม 1 ขวดใหญ่
4. เหล้าขาว 1 ขวด
5. มะกรูด(ทั้งลูก) 40 ลูก
6. EM. 1 ลิตร
7.กากน้ำตาล 1 ลิตร
วิธีทำ
- ผสมทุกอย่างในภาชนะที่พอเหมาะปิดฝาให้สนิทอย่าให้อากาศเข้า หมักไว้ 7 วันขึ้นไป
- กรองเอาแต่น้ำใส่ภาชนะควรใช้ให้หมดภายใน 3 เดือน
วิธีใช้
- 1 ผสมน้ำ 1 : 100 หยอดตามริมคันนา หรือฉีดพ่นทั่วให้ทั่วแปลงนาในช่วงเย็นทุกๆวัน



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครศรีธรรมราช
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การปลูกตำลึงเสริมเพิ่มรายได้

Posted by Gang of 4wd on 19:16 in
ตำลึง(1)ปลูกเพื่อเสริมรายได้ได้ตลอดทั้งปีเป็นพืชที่ปลูกง่ายโตเร็ว
ตำลึง(2)แต่ไม่ควรใช้สารเคมีเพราะจะทำให้ใบด้านหยิกผลผลิตเสียราคาตกต่ำ


ปัจจุบัน การเพาะปลูกพืชผักที่จำหน่ายในท้องตลาดกันอย่างแพร่หลาย ราคาก็ขึ้นลง และมี ทั้งใช้สารเคมีและไม่ใช้สารเคมี ทำให้ผู้เพาะปลูกไม่สามารถกำหนดราคาขาย ได้ คุณบุญลือ นัยเนตร เกษตรกร หมู่ 4 ตำบลหาดทะนง อำเภอเมือง จังหวัด อุทัยธานี ผู้ที่เปลี่ยนแปลงการเพาะปลูก โดยใช้การสังเกต การเพาะปลูก จึง หันมาปลูกตำลึง ที่ไม่มีแมลงรบกวน การดูแลน้อย และราคาดี


วิธีการปลูก
1.ขุดร่อง ลึก 15 ซม. กว้าง 30 ซม. ความยาว 10 เมตร
2.รองพื้นด้วยปุ๋ยคอก แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
3.นำเถาตำลึงแก่ มาตัดท่อนละ 50 ซม. ฝังหัว-ท้าย ให้ส่วนกลางโผล่ขึ้นจากดิน
4.ใช้ไม้ไผ่มาทำค้าง ให้มีความสูง 120 ซม. วางแนวเดียวกับร่อง เพื่อให้ตำลึงแตกขึ้นค้างพอดี
5.สูบน้ำให้ท่วมร่อง ทุก 4 วัน หรือตามสภาพดิน ไม่ให้ดินแห้ง

การเก็บเกี่ยว
หลังจากที่ปลูก 30 วัน สามารถเก็บเกี่ยวได้ ความยาว 50 ซม. กำละ 4 ขีด โดยสามารถเก็บได้ทุกๆ 5 วัน ต่อ 1 ร่อง ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกมักจะปลูกจำนวนร่องที่มากพอจะเก็บได้ทุกวัน

ราคาขาย
หน้าฝน ขายส่งกำละ 4 บาท ราคาขายในตลาด 10 บาท
หลังหน้าฝน ขายส่งราคาไม่ต่ำกว่า 5 บาท ราคาขายไม่ ต่ำกว่า 12 บาท

เทคนิค
เก็บช่วงเช้ามืด ยอดจะไม่ดำ หนวดจะขาว และห้ามใช้สารเคมีทุกชนิด เพราะตำลึงเป็นพืชที่มีความไวต่อสารเคมี ใบจะด้าน หยิก ผลผลิตเสียหายทันที และรวดเร็ว จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัย

ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชัยนาท
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

เทคนิคการทำน้ำให้ใสด้วยเมล็ดมะรุม

Posted by Gang of 4wd on 19:14 in
มะรุม(1)ใช้แทนสารส้มช่วยให้น้ำใสโดยนำเมล็ดที่สด แก่ หรือแห้ง บดละเอียด
มะรุม(2)ใส่ถุงผ้ามัดนำไปแกว่งในน้ำจะได้น้ำใสใช้งานได้แต่ควรต้มก่อนดื่ม


คุณ บุญช่วย วงษ์ษา เกษตรกรปราชญ์ชาวบ้าน จังหวัดสระบุรี ได้มีการทดลองทำการ เกษตรในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยายพันธุ์พืช และการดูแลพืชในสวนกลางนา ของตนเอง และมีการทดลองการใช้ชีวิตแบบธรรมชาติโดยไม่พึงสารเคมี โดยได้ทำ การทดลองนำเอาเมล็ดมะรุมมาใช้แทนสารส้มและได้ผลดี คือการทำให้น้ำใสโดย เมล็ดมะรุมนั้นเอง



วิธีการนำเมล็ดมะรุมแทนสารส้มทำให้น้ำใส
โดยการใช้เมล็ดมะรุมสด แก่ แห้ง ตามความเหมาะสมหรือตามที่ต้องการ แล้วนำมาบดให้ละเอียด หลังจากนั้นนำเมล็ดมะรุมที่บดละเอียดแล้ว บรรจุใส่ถุงผ้ามัดปากแล้วนำไปแกว่งในน้ำเหมือนแกว่งสารส้ม สารออกฤทธิ์ในเมล็ดมะรุมจะช่วยให้ตะกอนธรรมชาติที่ปนมากับน้ำจมลงก้นภาชนะจน น้ำนั้นกลายเป็นน้ำใสได้ไม่ต่างจากการแกว่งด้วยสารส้ม ใช้ได้ดีมากในน้ำขุ่นปานกลางถึงขุ่นมากแต่น้ำขุ่นน้อยๆมักไม่ค่อยได้ผล สารออกฤทธิ์ในเมล็ดมะรุมไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์และสภาพแวดล้อม น้ำใสทีได้นำไปใช้งานทั่วไปได้ทันที แต่หากจะใช้บริโภคก็ควรนำไปต้มฆ่าเชื้อโรคก่อน เมล็ดมะรุมที่ผ่านการใช้งานแต่ละครั้งแล้วเก็บไว้ใช้ได้ใหม่อีกหลายๆครั้ง ด้วยการตากแห้งทั้งถุงหลังใช้งานทุกครั้ง

ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำทุเรียนกวนห่อกาบหมาก

Posted by Gang of 4wd on 21:02 in
ทุเรียนกวน(1)กลุ่มบ้านคีรีวงโดดเด่นไม่เหมือนใครกับการห่อด้วยกาบมะพร้าว
ทุเรียนกวน(2)แล้วนำมาย่างทำให้หอมน่าทานศึกษาวิธีการทำที่ rakbankerd.com



นาง เล็ก เนาว์สุวรรณ โทร 083-3964335 บ้านเลขที่ 135/2 ม.9 ต.กำโลน อ.ลาน สกา จ.นครศรีธรรมราชปัจจุบันในการจัดตั้งกลุ่มนี้ มีสมาชิกทั้งหมด 9 คนซึ่ง เริ่มการจัดตั้งกลุ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2537และปัจจุบันในกลุ่มของการทำทุเรียน กวนแห่งบ้านคีรีวงก็เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายเพราะจะมีคนมาซื้อทุเรียนกวนไป เป็นของฝากกันเป็นจำนวนมากเนื่องจากมีรสชาติ หอม อร่อย น่ารับประทานมากและ เพราะในการบรรจุทุเรียนนั้นจะแตกต่างไปจากที่อื่นเนื่องจากการห่อนั้นจะห่อ ในกาบหมากและนำทุเรียนกวนไปย่างอีกทีจะทำให้ทุเรียนหอมน่ารับประทานยิ่ง ขึ้น ทุเรียนกวนก็จะสวยงามกว่าการบรรจุลงไปในถุงพลาสติกธรรมดาและในการทำ ทุเรียนกวนนั้นก็มีวิธีการทำที่ไม่ยากก่อนอื่นต้องเตรียม




วัสดุอุปกรณ์ดังนี้
1.เนื้อทุเรียน 7 กิโลกรัม
2.น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
3.กะทะ ใบบัว 1 ใบ
4.ไม้พาย(ไว้กวนทุเรียน)
5.กาบหมากที่ลอกแล้วเป็นแผ่น) กว้าง 3 นิ้ว ยาว 5 นิ้ว
6.เชือก
7.เตาไฟทำทุเรียนกวน
8.เตาย่างทุเรียนกวน

วิธีการทำ
1.นำเนื้อทุเรียนลงในกระทะทำการกวนโดยใช้ไฟปานกลาง
2.ใส่น้ำตาลทรายลงไปแล้วกวนให้แห้งใช้เวลาทั้งหมด 3 ชั่วโมงแล้วยกลงจากเตาไฟมาพักไว้ให้เย็น
3.หลังจากนั้นก็สามารถเก็บไว้ในปี๊บ ซึ่งสามารถเก็บได้เป็นปีเลยทีเดียวแต่ถ้าต้องการห่อด้วยกาบหมากก็สามารถห่อ ได้โดยใช้กาบหมากที่มีความกว้าง3 นิ้ว ความยาว 5 นิ้วเมื่อห่อแล้วก็นำไปย่างบนเตาย่างใช้ไฟอ่อนปานกลาง 2 คืน โดยการย่างต้องทำการย่างให้แห้งโดยทำการกลับให้ทั่วด้วยทุเรียนกวนที่ยางไฟ จะได้สุกและแห้งน่ารับประทาน
ราคาขายจะขายที่แพ็คละ 40 บาท จะขายอยู่ที่ศูนย์โอท็อปบ้านคีรีวง
ข้อดีของการทำทุเรียนกวนขาย
*** สามารถขายได้ตลอดปี เมื่อถึงช่วงทุเรียนก็จะกวนเก็บไว้ในปี๊บสะสมไว้พอหมดช่วงทุเรียนก็สามารถนำมาแพ็คขายได้ ไม่ขาดช่วงเลยค่ะ



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจ.นครศรีธรรมราช
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การเตรียมแปลงนาด้วยน้ำหมักชีวภาพ

Posted by Gang of 4wd on 20:58 in
ข้าว(1)การเตรียมแปลงนาด้วยน้ำหมักชีวภาพสูตรไก่ดินนิ่มข้าวแตกกอปักดำง่าย
ข้าว(2)ใช้เศษไก่ผสมกากน้ำตาลหมัก 45 วัน วิธีการทำ โทร * 1677 กด 2



การทำนาในที่เดิมๆและซ้ำๆกันทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และดินแข็ง กระด้างทำให้ยากต่อการปักดำ ต้นกล้า การเตรียมพื้นที่นาที่ดีจะช่วยให้ง่าย ต่อการปักดำและทำให้ดินมีความสมบูรณ์เพิ่มขึ้น ลุงสัก เกษตรกรบ้านเขา น้อย มีวิธีการเตรียมแปลงนาข้าวด้วยวิธีง่ายๆด้วยปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสูตรไก่ ดังนี้



การทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสูตรไก่
ส่วนผสม
1. เศษไก่ 30 กก.
2. กากน้ำตาล 10 ลิตร
3. ผลไม้สุกและเศษผัก 10 กก.
4. ถังพลาสติกมีฝาปิดขนาด 50 ลิตร มีฝาปิด
5.สารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง
วิธีทำ
•สับเศษไก่ให้เป็นชิ้นเล็กๆใส่ลงไปในถังพลาสติก
•สับผลไม้และผักให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปในถังพลาสติก
•นำกากน้ำตาลไปในถังพลาสติก
•นำสารเร่ง พด.2 ละลายน้ำแล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นใส่ลงไปในถังพลาสติกแล้วคนให้เข้ากัน
•ทำการหมักไว้เป็นระยะเวลา 45 วัน ( คนให้เข้ากันอาทิตย์ละครั้ง ) สามารถกรองเอาแต่น้ำนำไปใช้ได้เลย
วิธีการเตรียมแปลงนาข้าวด้วยปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสูตรไก่
•เปิดน้ำให้เข้าในแปลงนาให้น้ำพอท่วมผิวดิน
•นำปุ๋ยน้ำมักชีวภาพสูตรไก่ไปราดให้ทั่วแปลงนาในปริมาณ 20 ลิตรต่อไร่
•ขังน้ำทิ้งไว้ประมาณ 15 วันเพื่อให้ดินนิ่มง่ายต่อการไถ
•ทำการไถดะ และไถแปร
•หลังจากไถแล้วให้ขังน้ำไว้อีกประมาณ 15 วันเพื่อให้เศษพืชต่างๆย่อยสลาย
•จากนั้นให้ทำการคราดทำเทือกสำหรับปักดำต้นกล้าได้เลย
ข้อดีของการเตรียมแปลงนาข้าวด้วยปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสูตรไก่
•สภาพดินในแปลงนานิ่ม ปักดำง่าย
•ต้นข้าวแตกรากเร็ว
•ต้นข้าวเจริญเติบโตเร็ว แตกกอดี
•สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้มากพอสมควร


ที่มา : นายจิรศักดิ์ เศรษสระ บ้านเขาน้อย ม.8 ต.นากระตาม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร โทร.081-6766271
ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร * ๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ชุมพร
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

วิธีการทำน้ำหมักสารพด.1

Posted by Gang of 4wd on 20:26 in
ข้าว(1)วิธีการทำน้ำหมักสารพด.1ใช้ฉีดในนาข้าวเพิ่มธาตุอาหารในดิน
ข้าว(2)คุณภาพดีเยี่ยมข้าวโตไว สนใจวิธีทำและการนำไปใช้โทร * 1677 กด2



วันนี้เราจะพาทุกท่านมาพบกับการทำสารชีวภาพเทียบเท่าสาร พด.เพื่อใช้กันนะครับ



สูตรน้ำหมักจุลินทรีย์ พด.1 เทียบเท่าสาร พด.1 แบบผง
- สาร พด.1 จำนวน 5 ซอง
- หน่อกล้วย ระยะโคนต้นยาว 1 ฟุต จำนวน 5 กิโลกรัม
- ตะไคร้หอม จำนวน 1 กิโลกรัม
- ใบยูคาลิปตัส จำนวน 1 กิโลกรัม
- กากน้ำตาล จำนวน 1 ลิตร
- น้ำเปล่า 30-50 ลิตร

วิธีการ
- เทน้ำเปล่า + กากน้ำตาล + สาร พด.1 ลงใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ขนาดไม่ต่ำกว่า 50 ลิตร แล้วคนให้เข้ากัน
- จากนั้นนำวัตถุดิบทุกอย่างสับละเอียดหรือทุบพอแตกก็ได้ ใส่ตามลงไป ปิดฝา นำไปตั้งหมักไว้ในที่ร่มนาน 15-30 วัน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

การนำไปใช้
- สำหรับนาข้าวที่มีน้ำน้อยหรือเป็นตม ให้ใช้ในอัตรา 1 ต่อ 1 คือ น้ำหมัก 1 ลิตร + น้ำเปล่า 1 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วนาข้าว เพื่อเป็นปุ๋ยบำรุงดิน ให้ดินมีความร่วนซุย และมีความโปร่งมากขึ้น จะได้อุ้มน้ำให้ดี และมีธาตุอาหารในดินเพิ่มมากขึ้น

- สำหรับนาข้าวที่มีน้ำปกติ ใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ พด.1 จำนวน 100 ลิตร/ไร่ ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงนาได้เลย จะเป็นการช่วยเร่งธาตุอาหารในดินได้เป็นอย่างดี เพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ให้กับดินด้วย สามารถใช้ได้กับนาข้าวทุกระยะการเติบโตโดยไม่เป็นอันตรายใดๆ



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *๑๖๗๗
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ. อุบลราชธานี
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

การทำบะจ่าง

Posted by Gang of 4wd on 20:21 in
บะจ่าง(1)อาหารที่คนนิยมรับประทานวันนี้เรามีสูตรเด็ดเคล็ดลับจากคุณสุดาพร
บะจ่าง(2)ผู้มีประการณ์การทำบะจ่างให้ได้ศึกษาที่เว็บไซต์รักบ้านเกิดค่ะ


คุณ สุดาพร ประกอบอาชีพค้าขาย มีประสบการณ์การทำบะจ่างซึ่งมีข้าวเหนียวเป็นส่วน ผสมสำคัญในการทำ ซึ่งคนไทยเชื้อสายจีนนิยมรับประทานกัน แต่มีคนส่วนน้อยที่ จะทำเป็น คุณสุดาพรจึงบอกถึงขั้นตอนการทำบะจ่าง ดังนี้



ส่วนผสม :
1.ข้าวเหนียว 3 กิโลกรัม
2.ไข่แดงล้วน (ไข่เค็ม) 40 ลูก
3.เห็ดหอมที่ทำการแช่น้ำนาน ½ ชั่วโมง ประมาณ ½ กิโลกรัม ทำการผ่าครึ่งหรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
4.ถั่วลิสงต้ม 1 กิโลกรัม
5.กุ้งแห้ง 400 กรัม
6.หมูเนื้อแดงหรือหมูติดมันเล็กน้อย (หมูสามชั้น) ประมาณ ½ กิโลกรัม
7.พริกไทย 2 ช้อนโต๊ะ
9.ซีอิ๊วขาวอย่างดี ½ ขวด
10.น้ำมัน
11.น้ำสะอาดประมาณ
12.ใบไผ่สำหรับห่อบะจ่าง ทำความสะอาดให้เรียบร้อย
13.เชือกฝางหรือเชือกกล้วย

วิธีการทำ :
1.นำข้าวเหนียวมาแช่น้ำ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นพักให้สะเด็ดน้ำ
2.นำหมูมาทำการสับ (ไม่ต้องละเอียดมาก) จากนั้นนำมาผัดกับน้ำมัน พอสุก
3.นำกุ้ง เห็ดหอม ถั่วลิสงต้ม มาผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวอย่างดี ตามด้วยพริกไทย
4.ใส่น้ำลงไปประมาณ 500-750 cc.
5.นำข้าวเหนียวที่ตั้งพักไว้ใส่ตามลงไป
6.ผัดให้เข้ากัน จนกระทั่งน้ำแห้ง
7.ตักส่วนผสมที่ผัดเสร็จมาห่อลงในใบไผ่ใส่ไข่แดงลงไป ห่อให้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม
8.ทำการมัดด้วยเชือกให้แน่น
9.จากนั้นนำไปนึ่งในลังถึงใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
10.สามารถนำมารับประทานได้เลยหรือจำหน่ายในราคา 20 บาท/ห่อ

**การนึ่งบะจ่างจะทำให้เนื้อบะจ่างเหนียวนุ่ม ไม่แฉะ**
**ขณะที่ทำการห่อบะจ่าง ต้องอัดส่วนผสมให้แน่นเพื่อจะได้บะจ่างที่แน่นไม่แตก น่ารับประทาน**

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : นางสุดาพร กิวหลิม ม.9 ต.ตากแดด อ.เมือง จ.ชุมพร โทร.084-6276408


ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจ.ชุมพร
อ่านต่อกดจ๊ะ......

0

เทคนิคการทำสละลอยแก้ว รสชาติกลมกล่อม

Posted by Gang of 4wd on 20:08 in
สละลอยแก้ว(1)เป็นการแปรรูปผลไม้ที่ทำง่ายแต่บางขั้นตอนต้องอาศัยเทคนิค
สละลอยแก้ว(2)วิธีการทำที่ละเอียดอ่อนศึกษาได้ที่เว็บไซต์รักบ้านเกิดค่ะ
สละ ลอยแก้ว คือ การแปรรูปผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีความอร่อย ทำง่าย แต่ในบางขั้น ตอนต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการทำที่ละเอียดอ่อน ผลผลิตที่ได้จึงจะมี คุณภาพ คุณธัญญาธร เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่หันมาลองทำสละลอยแก้ว เนื่องจากสละ มีราคาถูก ได้กำไรน้อย และได้เริ่มทำลองทำพร้อมทั้งปรับเปลี่ยนวิธีการทำจน ได้ผลผลิตเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วไป



วัสดุ-อุปกรณ์
-สละพันธุ์เนินวงษ์
-น้ำตาล
-เกลือ
-มีดคว้านเมล็ด
-กะละมังเคลือบ

ขั้นตอนการทำ
1. เมื่อได้สละมาแล้ว ปอกเปลือก จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเปล่า เพื่อช่วยให้ลอกเยื่อสละได้ง่ายขึ้น
2. เมื่อลอกเยื่อสละเสร็จแล้วนำมาคว้านเอาเมล็ดของสละออก จากนั้นนำเนื้อสละลงไปแช่ในน้ำเกลือ (น้ำ + เกลือ) เพื่อป้องกันสละเกิดฟองและเป็นส่า
3. ทำน้ำเชื่อมด้วยการนำน้ำตาลและเกลือลงมาเคี่ยวในหม้อ เคี่ยวจนกลายเป็นน้ำเชื่อม เพื่อเอาไว้แช่กับสละที่เตรียมไว้
4. นำสละที่เตรียมไว้ลงมาแช่กับน้ำเชื่อม ระยะเวลาของการแช่ขึ้นอยู่กับรสชาติของสละด้วย หากสละมีรสเปรี้ยวก็ให้แช่ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง หากสละมีรสหวานให้แช่ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะนำไปบรรจุลงแก้วบรรจุภัณฑ์เตรียมจำหน่าย
5. หลังจากแช่สละกับน้ำเชื่อมไว้และรสชาติกลมกล่อมแล้ว นำไปบรรจุลงแก้วๆละ 6-7 ชิ้น จำหน่ายในราคาแก้วละ 10 บาท


หมายเหตุ
- ในขณะที่ทำการปอกเปลือก ลอกเยื่อและคว้านเมล็ด ต้องทำด้วยความระมัดระวังที่สุด หากเนื้อสละช้ำจะทำให้เนื้อสละมีสีดำและรสชาติเปลี่ยนได้
- นิยมนำสละที่มีรสชาติออกเปรี้ยวมาทำสละลอยแก้ว เนื่องจากจะทำให้รสชาติกลมกล่อม ไม่นิยมนำสละที่มีรสหวานมาทำ

สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
คุณธัญญาธร ไตรอุโฆษ
หมู่ 4 ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี
เบอร์โทรศัพท์ 081-467-7468



ที่มา : ศูนย์ทางด่วนข้อมูลทางการเกษตร*1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจ.จันทบุรี
อ่านต่อกดจ๊ะ......